พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,024 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4263/2528
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาจำเลยต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 218 และการพิจารณาความผิดกรรมเดียวต่อผู้เสียหายหลายราย
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการหลอกลวงผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาว่าแม้จำเลยจะได้ชำระราคาสินค้าด้วยเช็คและเช็คบางฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวในทางแพ่งและเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คอยู่แล้วจึงซ้ำซ้อนกับความผิดฐานฉ้อโกงนั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์เพียงหยิบยกข้อเท็จจริงในเรื่องจำเลยจ่ายเช็คชำระราคาสินค้าประกอบการวินิจฉัยเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกง หาได้วินิจฉัยในเรื่องความผิดของจำเลยเนื่องจากจำเลยจ่ายเช็คชำระหนี้ไม่ข้อที่จำเลยฎีกาจึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นฎีกาแตกต่างจากที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เป็นฎีกาโต้แถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยกับพวกได้ร่วมกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยไม่ได้จดทะเบียนแล้วนำชื่อห้างดังกล่าวไปอ้างใช้หลอกลวงเพื่อซื้อสินค้าจากผู้เสียหายหลายครั้งการซื้อชำระด้วยเงินสดบ้างชำระด้วยเช็คบ้าง ตอนแรกเช็คเบิกเงินได้บ้างซึ่งเป็นเพียงอุบายของจำเลยกับพวกเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและขายสินค้าให้โดยจำเลยกับพวกมีเจตนาฉ้อโกงเอาสินค้าของผู้เสียหายโดยไม่ชำระราคามาแต่แรกพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยกับพวกแม้จะกระทำหลายครั้งแต่ก็โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อจะฉ้อโกงผู้เสียหายการกระทำของจำเลยกับพวกต่อผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดกรรมเดียวและเมื่อการกระทำของจำเลยกับพวกต่อผู้เสียหายแต่ละคนเป็นความผิดแต่ละกรรม ดังนั้น การกระทำของจำเลยกับพวกต่อผู้เสียหาย5 รายจึงเป็นความผิด 5 กระทง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3629/2528 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทิ้งฟ้องฎีกาเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการส่งสำเนาฎีกาให้จำเลย
โจทก์ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา ให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกา ภายใน 5 วัน ถ้าส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 5 วัน เจ้าพนักงานศาลส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยไม่ได้ (โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำส่ง) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอฟังโจทก์แถลงโจทก์มิได้แถลงภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงปล่อยทิ้งไว้จนถึงวันเจ้าพนักงานศาลรายงานเป็นเวลานานถึง 4 เดือนเศษ เป็นการเนิ่นนาน เกินสมควร พฤติการณ์ของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วย มาตรา 247
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3629/2528
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทิ้งฟ้องฎีกาเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการส่งสำเนาฎีกาให้จำเลย
โจทก์ยื่นฎีกาศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกา ภายใน5วันถ้าส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 5 วัน เจ้าพนักงานศาลส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยไม่ได้ (โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ ได้นำส่ง) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอฟังโจทก์แถลงโจทก์มิได้แถลง ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดคงปล่อยทิ้งไว้จนถึงวันเจ้าพนักงานศาลรายงานเป็นเวลานานถึง4เดือนเศษเป็นการเนิ่นนาน เกินสมควร พฤติการณ์ของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วย มาตรา 247
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3539/2528
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
หนังสือรับสภาพหนี้ทำให้ อายุความสะดุดหยุดลง และประเด็นฟ้องเคลือบคลุมต้องห้ามวินิจฉัยในชั้นฎีกา
จำเลยทำหนังสือรับว่าในปี พ.ศ.2522 ระหว่างที่จำเลยมีส่วนรับผิดชอบในการรับเงินและการจ่ายเงินของโจทก์มีเงินขาดบัญชี ไปจำนวนหนึ่งจำเลยจะนำหลักฐานไปตรวจสอบกับบัญชีของโจทก์ภายใน 180 วันนับแต่วันทำบันทึกหากตรวจสอบได้ผลว่าเงินขาดบัญชีไปเท่าใด จำเลยยินยอมชดใช้ให้โจทก์ภายใน180วันข้อความดังกล่าวมีความหมายว่าหากตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเงินขาดบัญชีไปจริงจำเลยยินยอมจะชดใช้ให้ ถือได้ว่าจำเลยรับสภาพต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องด้วยทำหนังสือรับสภาพให้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 อายุความฟ้องคดีของโจทก์จึงสะดุดหยุดลงจำเลยรับว่าจะนำหลักฐานไปตรวจสอบบัญชี ของโจทก์ภายใน180วันนับแต่วันทำบันทึกและรับจะชดใช้เงินที่ ขาดบัญชีให้โจทก์ภายใน 180 วันเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง จึงเป็นเวลา 360 วันนับแต่วันทำบันทึกแล้วเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่ แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นการทำละเมิดแต่โจทก์ฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความพิพากษายกฟ้องโดยมิได้ วินิจฉัยในประเด็นฟ้องเคลือบคลุมโจทก์อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยมิได้อ้างในคำแก้อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมประเด็นเรื่อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบฎีกาจำเลยข้อนี้ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความพิพากษายกฟ้องโดยมิได้ วินิจฉัยในประเด็นฟ้องเคลือบคลุมโจทก์อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยมิได้อ้างในคำแก้อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมประเด็นเรื่อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบฎีกาจำเลยข้อนี้ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3117/2528 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อจำกัดการฎีกาในข้อหาเดิมที่ยุติแล้ว: เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในข้อหาหนึ่งแล้ว ข้อหาอื่นที่ไม่ได้อุทธรณ์ย่อมยุติ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานลักทรัพย์จึงมีผลเป็นว่าศาลชั้นต้นได้ยกฟ้องในข้อหารับของโจรแล้ว ซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์จึงต้องถือว่าข้อหารับของโจรเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยุติไปแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โจทก์ย่อมฎีกาได้เฉพาะข้อหาลักทรัพย์เท่านั้น จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2ในข้อหารับของโจรซึ่งได้ยุติไปแล้วนั้นอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2528 )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3117/2528
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การสิ้นสุดสิทธิการฎีกาในข้อหาเดิม เมื่อศาลชั้นต้นยุติการพิจารณาคดีในข้อหานั้นแล้ว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานลักทรัพย์ จึงมีผลเป็นว่าศาลชั้นต้นได้ยกฟ้องในข้อหารับของโจรแล้ว ซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์จึงต้องถือว่าข้อหารับของโจรเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่2 ยุติไปแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โจทก์ย่อมฎีกาได้เฉพาะข้อหาลักทรัพย์เท่านั้น จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหารับของโจรซึ่งได้ยุติไปแล้วนั้นอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2528)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2726/2528 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การรวมทุนทรัพย์สัญญาเงินกู้หลายฉบับเพื่อคำนวณสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ในกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยคนเดียวรับผิดชำระเงินกู้ 2 รายมาในคำฟ้องเดียวกันโดยแยกทำสัญญากู้เป็น 2 ฉบับ การวินิจฉัยสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจะต้องคำนวณโดยการรวมทุนทรัพย์ตามสัญญากู้ทั้ง 2 ฉบับ ในคำฟ้องนั้น
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2523)
หมายเหตุ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 1076/2514 (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยทำนองเดียวกัน
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2523)
หมายเหตุ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 1076/2514 (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยทำนองเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 223/2528
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้รับคำให้การของจำเลย แม้คดีเสร็จสิ้นจากศาลอุทธรณ์แล้ว
จำเลยยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งเป็น 2 เรื่อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์เรื่องแรกว่าศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้รับคำให้การของจำเลยเพื่อดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วคดียังมีประเด็นตามคำให้การซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาและพิพากษาต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และวินิจฉัยอุทธรณ์เรื่องที่สองว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การจำเลยแล้วดำเนินการต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาไปทั้งสองเรื่องนั้น คดีเสร็จสิ้นไปจากศาลอุทธรณ์แล้ว หาเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาอันจะต้องห้ามมิให้ฎีกาไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2168/2528 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิพากษายกฟ้องจากเหตุจำเป็นและผลของการกลับคำพิพากษาโดยศาลอุทธรณ์ ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดด้วยความจำเป็นพอสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 ซึ่งไม่ต้องรับโทษ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185. แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษและให้คุมประพฤติจำเลย ก็มีผลเท่ากับพิพากษายกฟ้อง และเป็นการยกฟ้องในข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยมิได้กระทำผิดพิพากษายกฟ้อง กรณีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1727/2528
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากประเด็นใหม่มิได้ยกขึ้นว่ากันในศาลอุทธรณ์และไม่ใช่ปัญหาความสงบเรียบร้อย
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้จำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ยที่ค้างชำระและดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยมิได้ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของโจทก์ถือไม่ได้ว่าเป็นคำให้การต่อสู้คดีพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยตั้งแต่วันผิดนัดโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตามฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตามฟ้องเมื่อในชั้นอุทธรณ์จำเลยมิได้อุทธรณ์ว่าไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งมิได้แก้อุทธรณ์ว่าคำให้การจำเลยมีประเด็นดังกล่าวดังนี้ ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยและโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์ขอจึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249