พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,082 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1584-1586/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริง: จำเลยอ้างความประมาท แต่เบี่ยงเบนข้อเท็จจริงจากที่ศาลอุทธรณ์รับฟัง
จำเลยฎีกาว่ามิได้มีเจตนากระทำผิดแต่กระทำโดยประมาทโดยจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงในฎีกาให้ผิดเพี้ยนไปจากที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมา จึงเป็นฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้รับฟังมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนนั่นเอง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389-1390/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฎีกาในคดีเช็คที่ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น กรณีลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียวทำให้จำเลยต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยสถานเดียว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1084/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อเท็จจริงในคดีแพ่งไม่ผูกพันคดีอาญา
ในคดีอาญาไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1083/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง: จำเลยต้องร้องต่อศาลอุทธรณ์เอง
การที่จะให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221 นั้น เป็นหน้าที่ของผู้ฎีกาจะไปร้องขอยังศาลอุทธรณ์เอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 986/2523
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาต้องห้ามตามมาตรา 220: เจตนาออกเช็คที่ไม่สามารถใช้ได้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง
ฎีกาโดยมีข้อความว่า "การเล่นแชร์โดยชำระเป็นเช็คจำเลยย่อมทราบว่าเมื่อถึงวันที่ที่ตกลงกันไว้ตนเองต้องมีเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร จำเลยได้ปฏิบัติมาแล้ว5 เดือน เดือนที่ 6 จำเลยอาจขัดข้องทางการเงิน โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยหลบหนีไม่ยอมนำเงินตามเช็คชำระ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาออกเช็คที่จะไม่ให้มีการใช้เงิน จำเลยควรมีความผิด" นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2523 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริง และการเบิกความพยานซ้ำ
คดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า บัญชีกระแสรายวันเลขที่ 009 ไม่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของบัญชี โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องให้แจ้งชัดว่าโจทก์ได้เปิดบัญชีนั้นโดยใช้นามอื่น เชื่อไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงต่างกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏทางพิจารณา ดังนี้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
โจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างตนเองเป็นพยานแล้ว เมื่อโจทก์ขออนุญาตเบิกความเป็นครั้งที่สอง ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอีก การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เบิกความเป็นพยานเพิ่มเติมอีกครั้ง เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะอนุญาตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 คำเบิกความของโจทก์ครั้งที่สองจึงชอบด้วยกฎหมาย
โจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างตนเองเป็นพยานแล้ว เมื่อโจทก์ขออนุญาตเบิกความเป็นครั้งที่สอง ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอีก การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เบิกความเป็นพยานเพิ่มเติมอีกครั้ง เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะอนุญาตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 คำเบิกความของโจทก์ครั้งที่สองจึงชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2523
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริง และอำนาจศาลในการอนุญาตเบิกความพยานเพิ่มเติม
คดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497 มาตรา 3(1) ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 6 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่าบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 009 ไม่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของบัญชีโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องให้แจ้งชัดว่าโจทก์ได้เปิดบัญชีนั้นโดยใช้นามอื่นเชื่อไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงต่างกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏทางพิจารณาดังนี้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
โจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างตนเองเป็นพยานแล้ว เมื่อโจทก์ขออนุญาตเบิกความเป็นครั้งที่สอง ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอีก การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เบิกความเป็นพยานเพิ่มเติมอีกครั้ง เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะอนุญาตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา228 คำเบิกความของโจทก์ครั้งที่สองจึงชอบด้วยกฎหมาย
โจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างตนเองเป็นพยานแล้ว เมื่อโจทก์ขออนุญาตเบิกความเป็นครั้งที่สอง ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอีก การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เบิกความเป็นพยานเพิ่มเติมอีกครั้ง เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะอนุญาตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา228 คำเบิกความของโจทก์ครั้งที่สองจึงชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2523 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อจำกัดการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามทุนทรัพย์ และการใช้สัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่าทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับ 1 ซึ่งมีราคา 30,000 บาทเป็นของผู้ร้องที่ 1 และอันดับที่ 2 ถึงที่ 9 รวมราคา 28,680 บาท เป็นของผู้ร้องที่ 2 แม้ผู้ร้องจะตีราคารวมกันมาในคำร้องเป็นจำนวนเงิน 58,680 บาท ก็ถือว่าคดีสำหรับผู้ร้องที่ 1 เป็นคดีมีทุนทรัพย์เพียง 30,000 บาท คดีสำหรับผู้ร้องที่ 2 มีทุนทรัพย์เพียง 28,680 บาท เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ผู้ร้องทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248
เอกสารสัญญาเช่าซื้อแม้ผู้ร้องจะมิได้อ้างเป็นพยานหลักฐานเพื่อบังคับการตามสัญญาเช่าซื้อหากแต่อ้างมาประกอบพยานบุคคลว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดมาเพื่อการบังคับคดีเป็นของผู้ร้องโดยเช่าซื้อมานั้นก็จะต้องพิจารณาวินิจฉัยว่าผู้ร้องได้เช่าซื้อทรัพย์ดังกล่าวมาจริงหรือไม่ ซึ่งต้องพิเคราะห์จากสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ร้องอ้างมา สัญญาเช่าซื้อดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานโดยตรงในคดี เมื่อไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
เอกสารสัญญาเช่าซื้อแม้ผู้ร้องจะมิได้อ้างเป็นพยานหลักฐานเพื่อบังคับการตามสัญญาเช่าซื้อหากแต่อ้างมาประกอบพยานบุคคลว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดมาเพื่อการบังคับคดีเป็นของผู้ร้องโดยเช่าซื้อมานั้นก็จะต้องพิจารณาวินิจฉัยว่าผู้ร้องได้เช่าซื้อทรัพย์ดังกล่าวมาจริงหรือไม่ ซึ่งต้องพิเคราะห์จากสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ร้องอ้างมา สัญญาเช่าซื้อดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานโดยตรงในคดี เมื่อไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 634/2523 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแก้ไขโทษในคดียาเสพติด: ศาลอุทธรณ์แก้ไขโทษโดยรวมกระทงความผิด ทำให้ฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้าม
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีและพยายามนำเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักร 2 กระทง จำคุกกระทงแรก 6 เดือน กระทงหลัง 1 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามนำเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 1 ปี 8 เดือน แก้เฉพาะโทษมิได้แก้บท จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ฎีกาจำเลยทั้งสองที่ขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 633/2523
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
หน้าที่นำสืบประเด็นเจ้าของรถยนต์ที่ถูกริบ และขอบเขตการสืบพยานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง
ข้อที่ว่าผู้ร้องเคยไปติดต่อขอรับรถยนต์ของกลางคืนในชั้นสอบสวนหรือไม่นั้นเป็นข้อเท็จจริงอันหนึ่งสำหรับประกอบการวินิจฉัยประเด็นที่ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของอันแท้จริงของรถยนต์ที่ศาลได้สั่งริบไปนั้นหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบ ไม่ว่าผู้ร้องจะได้เคยไปติดต่อขอรับรถยนต์ของกลางคืนแล้วหรือว่าไม่เคยไปโดยมีเหตุผลที่น่ารับฟังก็ตาม ทนายผู้ร้องก็ควรซักถามให้ผู้ร้องเบิกความไว้ให้ปรากฏ เมื่อผู้ร้องไม่ได้เบิกความถึงเลย ครั้นโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายนำพยานมาสืบภายหลังได้ซักถามพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนและพยานปากนี้เบิกความว่าไม่มีผู้ใดไปร้องต่อพยานว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางนี้ดังนี้ จะถือว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 หาได้ไม่เพราะไม่ใช่กรณีที่โจทก์สืบพยานเพื่อหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขถ้อยคำพยานของฝ่ายผู้ร้องที่นำสืบก่อนในข้อความทั้งหลายซึ่งพยานผู้ร้องเป็นผู้รู้เห็นทั้งไม่ใช่การสืบพยานเพื่อพิสูจน์ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกี่ยวกับการกระทำหรือถ้อยคำหรือหนังสือซึ่งพยานผู้ร้องได้กระทำขึ้น