คำพิพากษาที่อยู่ใน Tags
ความผิด

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 6,814 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5552/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ จำเลยต้องคืนเงินค่าติดตั้งสายเทเล็กซ์ เนื่องจากไม่ได้ติดตั้งโดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์
โจทก์ยื่นคำขอเช่าใช้บริการเทเลกช์ กับการสื่อสารแห่งประเทศไทยการสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงมีหนังสือติดต่อขอเช่าคู่สายเคเบิลจากจำเลย จำเลยเรียกค่าใช้จ่ายในการติดตั้งคู่สายเคเบิลจากโจทก์ 7 ,000 บาท โจทก์ชำระให้โดยทราบเงื่อนไขการชำระเงินตามหนังสือเรื่องการสร้างคู่สายเคเบิลสำหรับบริการเทเล็กซ์ เอกสารหมาย จ.1แล้ว ปรากฏว่าจำเลยกำหนดคู่สายเพื่อจะติดตั้งแก่โจทก์แล้วแต่จำเลยได้รับหนังสือการเลิกเช่าสายเคเบิลเพื่อใช้บริการเทเล็กซ์จากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเสียก่อน จึงยังไม่ได้ติดตั้งแก่โจทก์หนังสือเอกสารหมาย จ.1 นั้นมีข้อความว่า...เมื่อนำไปใช้บริการเทเล็กซ์ อาจไม่ได้รับความสะดวก จำเลยจะไม่รับผิดชอบแล้วมีข้อความต่อเนื่องเกี่ยวโยงกันว่า เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าติดตั้งสายเทเล็กซ์แล้วเกิดขัดข้องจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ไม่สามารถติดตั้งใช้งานเทล็กซ์ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จำเลยสงวนสิทธิที่จะไม่คืนเงินค่าติดตั้ง แสดงเจตนารมณ์ในสัญญาว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องติดตั้งคู่สายเทเล็กซ์ ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทย เมื่อติดตั้งแล้วการสื่อสารแห่งประเทศไทยไม่สามารถใช้งานเทเล็กซ์ จำเลยจึงจะมีสิทธิที่จะไม่คืนเงินค่าติดตั้งได้เท่านั้น ส่วนการที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยบอกเลิกการเช่าสายเคเบิลไปยังจำเลยโดยปรากฎใจความว่า การสื่อสารแห่งประเทศไทยแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าสร้างคู่สายไปชำระให้จำเลยแล้วตอบรับไป แต่โจทก์ไม่ตอบรับการสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงขอ บอกเลิกการเช่าสายเคเบิลต่อจำเลยทั้ง ๆ ที่โจทก์ยังไม่เคยรับการติดตั้งเครื่องเทเล็กซ์ แต่ประการใดการบอกเลิกสัญญาเช่นนี้ไม่ใช่ข้อขัดข้องจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยที่ไม่สามารถติดตั้งใช้งานเทเล็กซ์ ตามความหมายของหนังสือเอกสารหมายจ.1 จำเลยรับเงินค่าติดตั้งสายเคเบิลจากโจทก์แล้วไม่ได้ติดตั้งโดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5552/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาติดตั้งสายเทเล็กซ์: จำเลยต้องคืนเงินค่าติดตั้งหากไม่ได้ติดตั้งโดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์
โจทก์ยื่นคำขอเช่าใช้บริการเทเลกช์ กับการสื่อสารแห่งประเทศไทยการสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงมีหนังสือติดต่อขอเช่าคู่สายเคเบิลจากจำเลย จำเลยเรียกค่าใช้จ่ายในการติดตั้งคู่สายเคเบิลจากโจทก์7,000 บาท โจทก์ชำระให้โดยทราบเงื่อนไขการชำระเงินตามหนังสือเรื่องการสร้างคู่สายเคเบิลสำหรับบริการเทเล็กซ์ เอกสารหมาย จ.1แล้ว ปรากฏว่าจำเลยกำหนดคู่สายเพื่อจะติดตั้งแก่โจทก์แล้วแต่จำเลยได้รับหนังสือการเลิกเช่าสายเคเบิลเพื่อใช้บริการเทเล็กซ์จากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเสียก่อน จึงยังไม่ได้ติดตั้งแก่โจทก์หนังสือเอกสารหมาย จ.1 นั้นมีข้อความว่า...เมื่อนำไปใช้บริการเทเล็กซ์ อาจไม่ได้รับความสะดวก จำเลยจะไม่รับผิดชอบแล้วมีข้อความต่อเนื่องเกี่ยวโยงกันว่า เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าติดตั้งสายเทเล็กซ์แล้วเกิดขัดข้องจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ไม่สามารถติดตั้งใช้งานเทล็กซ์ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จำเลยสงวนสิทธิที่จะไม่คืนเงินค่าติดตั้ง แสดงเจตนารมณ์ในสัญญาว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องติดตั้งคู่สายเทเล็กซ์ ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทย เมื่อติดตั้งแล้วการสื่อสารแห่งประเทศไทยไม่สามารถใช้งานเทเล็กซ์ จำเลยจึงจะมีสิทธิที่จะไม่คืนเงินค่าติดตั้งได้เท่านั้น ส่วนการที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยบอกเลิกการเช่าสายเคเบิลไปยังจำเลยโดยปรากฎใจความว่า การสื่อสารแห่งประเทศไทยแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าสร้างคู่สายไปชำระให้จำเลยแล้วตอบรับไป แต่โจทก์ไม่ตอบรับการสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงขอ บอกเลิกการเช่าสายเคเบิลต่อจำเลยทั้ง ๆ ที่โจทก์ยังไม่เคยรับการติดตั้งเครื่องเทเล็กซ์ แต่ประการใดการบอกเลิกสัญญาเช่นนี้ไม่ใช่ข้อขัดข้องจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยที่ไม่สามารถติดตั้งใช้งานเทเล็กซ์ ตามความหมายของหนังสือเอกสารหมายจ.1 จำเลยรับเงินค่าติดตั้งสายเคเบิลจากโจทก์แล้วไม่ได้ติดตั้งโดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5463/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สี่แยกทางเอก: ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่มาถึงก่อนผ่านก่อน ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.71(1) หากฝ่าฝืนถือเป็นฝ่ายผิด
รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับแล่นมาถึงบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุก่อนรถยนต์คันที่ พ.ขับซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้พ.ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 71(1) โดยต้องให้รถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ผ่านไปเสียก่อนแต่ พ. กลับฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดชนกันขึ้น พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 71(1)เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์จะปกป้องบุคคลอื่น ๆ พ.ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายเช่นว่านั้นย่อมต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นฝ่ายผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5451/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การริบรถยนต์จากการกระทำความผิด พ.ร.บ.ขนส่งทางบก: เจ้าของรถไม่รู้เห็นเป็นใจ ไม่ต้องริบ
สาระสำคัญของการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกพ.ศ. 2522 อยู่ที่จำเลยใช้รถผิดประเภท และใช้รถยนต์โดยสารแล่นทับเส้นทางสัมปทานของผู้อื่น อันเป็นความผิดเพราะไม่ได้รับอนุญาตรถยนต์ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบการที่ศาลชั้นต้นริบจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลาง จึงต้องคืนแก่ผู้ร้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ แม้ผู้ร้องจะมิได้ฎีกาแต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง,225.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5310/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย: ลงโทษตามข้อเท็จจริง แม้ฟ้องขอโทษฐานร้ายแรงกว่า
ข้อเท็จจริงปรากฏในการพิจารณาว่า จำเลยใช้มีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสตาม มาตรา 297(8) ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับฟ้องย่อมลงโทษจำเลยตาม มาตรา 295 ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5299/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การขนย้ายน้ำตาลทรายผิดกฎหมาย: ลูกจ้างผู้ขับรถไม่มีความผิดฐานสนับสนุน หากไม่ทราบระเบียบ
ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 44(7),71และมาตรา 76 ได้บัญญัติเอาผิดและลงโทษแก่โรงงานและผู้แทนนิติบุคคลที่ขนย้ายน้ำตาลทรายที่ผลิตได้ออกนอกบริเวณโรงงานโดยฝ่าฝืนระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดเมื่อปรากฏว่า จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างของม. เจ้าของรถยนต์บรรทุกคันที่บรรทุกน้ำตาลทรายออกนอกบริเวณโรงงาน จำเลยจึงมิใช่โรงงานหรือบุคคลที่กฎหมายระบุให้ถือว่าเป็นผู้กระทำผิดเช่นเดียวกับนิติบุคคลซึ่งได้กระทำความผิด จำเลยย่อมขาดลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับโรงงานได้ การที่จะลงโทษบุคคลฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดใดจะต้องได้ความว่าบุคคลนั้นมีเจตนาที่จะสนับสนุนการกระทำความผิดนั้น โดยรู้ว่าตนได้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด การขนย้ายน้ำตาลทรายออกนอกบริเวณโรงงานมิใช่เป็นการกระทำผิดเสมอไป จะเป็นความผิดต่อเมื่อการขนย้ายนั้นฝ่าฝืนระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ระเบียบดังกล่าวนี้มีว่าอย่างไรล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริง ถึงแม้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็หาใช่ข้อกฎหมายไม่ เมื่อโจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยทราบระเบียบของคณะกรรมการ จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดจำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ามีผู้กระทำผิดต่อพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 44(7) โดยใช้รถยนต์บรรทุกของกลางขนย้ายน้ำตาลทรายดิบที่ผลิตได้ออกนอกบริเวณโรงงาน โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดก็ตาม แต่สาระสำคัญของการกระทำความผิดดังกล่าวอยู่ที่ว่า ขนย้ายน้ำตาลทรายดิบโดยมิได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ และในการขนย้ายไม่มีหนังสืออนุญาตกำกับการขนย้ายเท่านั้น รถยนต์บรรทุกและน้ำตาลทรายดิบของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิดอันจะพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5202/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การกระทำความผิดฐานทำและมีสุราครอบครองเป็นต่างกรรมกัน สามารถเรียงกระทงลงโทษได้
จำเลยทำสุราแช่และทำสุรากลั่น กับการที่จำเลยมีสุราแช่และมีสุรากลั่นไว้ในครอบครอง ได้กระทำขึ้นคนละวันและมีไว้ในครอบครองคนละวัน การกระทำประกอบด้วยเจตนาต่างกัน ของกลางก็เป็นคนละส่วนกัน ความผิดสามารถแยกออกเป็นต่างกรรมกันได้ จึงเรียงกระทงลงโทษได้
ข้อห้ามตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสุราฯ กำหนดไว้ 2 กรณีคือ ห้ามมิให้ผู้ใดทำสุรา กรณีหนึ่ง และห้ามมิให้ผู้ใดมีภาชนะหรือเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราไว้ในครอบครอง อีกกรณีหนึ่ง ไม่ว่าฝ่าฝืนกรณีใดจะต้องถูกลงโทษตามมาตรา 30 ดังนั้น ถ้าฝ่าฝืนข้อห้ามทั้ง 2 กรณีเป็นการต่างกรรมกัน จึงต้องเรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมาย มาตรา 91.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5199/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความผิดต่อเนื่องหลายกระทง: เจตนาแยกจากกันถือเป็นความผิดคนละกระทง แม้กระทำต่อเนื่อง
ความผิดที่กระทำต่อเนื่องอาจเป็นความผิดหลายกระทงได้ หากได้ความว่าผู้กระทำผิดมีเจตนาหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดที่สมบูรณ์แยกจากกันได้
จำเลยฉีกธงชาติไทยอันมีความหมายถึงรัฐเพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ และยังใช้ไม้ตีทุบเกศเศียร พระพุทธรูปอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของพุทธศาสนิกชนอันเป็นการเหยียดหยามศาสนา อันเป็นคนละเจตนา แต่ละเจตนาเป็นความผิดในตัวเองแยกจากกันเป็นความผิดคนละกระทง แม้กระทำต่อเนื่องกัน และแต่ละกระทงดังกล่าวคือเจตนาในการทำให้เสียทรัพย์เช่นเดียวกัน จึงเป็นความผิดหลายบทในแต่ละกระทงกล่าวคือ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 118, 360, 90กระทงหนึ่ง และมาตรา 206, 360 ทวิ, 90 อีกกระทงหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5192/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การร่วมกันเก็บหาน้ำมันยางในเขตป่าสงวน แม้เป็นเพียงผู้รับจ้างขนน้ำมันยางก็ถือว่ามีความผิด
จำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขนน้ำมันยางของกลาง แต่เจ้าพนักงานตรวจพบและจับจำเลยได้ขณะทำการขนน้ำมันยางในบริเวณที่อยู่ติดกับบริเวณที่มีการเจาะและใช้ไฟสุมเผาต้นยางเพื่อทำน้ำมันยาง ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการร่วมเก็บหาน้ำมันยางซึ่งเป็นของป่าหวงห้ามในป่าที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาต

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5174/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การจูงใจเจ้าพนักงานศาลเพื่อช่วยเหลือคดี ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 143 หากเจ้าพนักงานนั้นไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาคดี
จ.สามี ล.ที่จำเลยที่ 2 พา น.ไปติดต่อเพื่อจะขอให้ช่วยวิ่งเต้นให้ น.ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้เป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ จ.จึงไม่ใช่เจ้าพนักงานที่ ล.หรือจำเลยคนหนึ่งคนใดจะพึงจูงใจให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่โดยพิพากษาคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ได้
of 682