พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,361 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 366/2521 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่าซื้อ: ความรับผิดของผู้เช่าซื้อเมื่อทรัพย์สินสูญหาย และขอบเขตของคำว่า 'ชำระค่าเช่าซื้อจนครบ'
สัญญาเช่าซื้อกำหนดไว้ว่า "ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัย อัคคีภัย วินาศภัย สูญหาย บุบสลาย ถูกทำลาย ถูกอายัด ถูกยึด หรือถูกริบ ไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดนเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดฝ่ายเดียว และจะแจ้งให้เจ้าของทราบทันที ยอมติดตามฟ้องร้องเอาคืน ยอมซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิม และยอมชำระค่าเช่าซื้อจนครบ......" ตามข้อสัญญาดังกล่าวมา ศาลฎีกาเห็นว่าในกรณีที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหายไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัย หรือโดยเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อ (จำเลย) ยอมรับผิดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ แม้ตามสัญญาข้อนี้จะเรียกว่าค่าเช่าซื้อก็ตาม แต่ก็มิได้ระบุให้ผู้เช่าซื้อผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ดังกรณีที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อไม่สูญหาย ด้วยเหตุนี้ความหมายของคำว่า "ยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ" จึงมีเพียงว่า ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระราคาทรัพย์ที่เช่าซื้อจนครบตามที่ระบุไว้ในสัญญา เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังได้รับชำระเงินไม่ครบตามราคาค่าเช่าซื้อที่ตกลงกันจำเลยจึงต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ให้แก่โจทก์จนครบ (อ้างฎีกาที่ 1405/2519)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 366/2521
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่าซื้อ: ความรับผิดของผู้เช่าซื้อกรณีทรัพย์สินสูญหาย และการชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วน
สัญญาเช่าซื้อกำหนดไว้ว่า "ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัย อัคคีภัย วินาศภัย สูญหาย บุบสลาย ถูกทำลาย ถูกอายัด ถูกยึด หรือถูกริบไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดฝ่ายเดียวและจะแจ้งให้เจ้าของทราบทันที ยอมติดตามฟ้องร้องเอาคืน ยอมซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิม และยอมชำระค่าเช่าซื้อจนครบ......" ตามข้อสัญญาดังกล่าวมา ศาลฎีกาเห็นว่าในกรณีที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหายไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัย หรือ โดยเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อ (จำเลย) ยอมรับผิดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ แม้ตามสัญญาข้อนี้จะเรียกว่าค่าเช่าซื้อก็ตามแต่ก็มิได้ระบุให้ผู้เช่าซื้อผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ดังกรณีที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อไม่สูญหาย ด้วยเหตุนี้ความหมายของคำว่า "ยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ" จึงมีเพียงว่า ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระราคาทรัพย์ที่เช่าซื้อจนครบตามที่ระบุไว้ในสัญญา เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังได้รับชำระเงินไม่ครบตามราคาค่าเช่าซื้อที่ตกลงกับจำเลยจึงต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ให้แก่โจทก์จนครบ (อ้างฎีกา 1404/2519)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2626/2521
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การซื้อบ้านโดยอ้างชื่อผู้อื่นและการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ไม่เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง
โจทก์ตกลงซื้อบ้านของผู้มีชื่อและมอบหมายให้จำเลยลงชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนเพราะโจทก์เป็นสงฆ์ จำเลยก็จัดการรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านจากผู้มีชื่อมาตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยได้ฟ้องขับไล่ผู้ดูแลบ้านดังกล่าวของโจทก์ให้ออกไปและเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าเป็นบ้านของจำเลย ดังนี้ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้หลอกลวงเอาเงินของโจทก์ไป ส่วนการที่จำเลยปฏิเสธกรรมสิทธิ์ของโจทก์ในภายหลัง ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่ง การกระทำของจำเลยไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2586/2521 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อายุความคดีชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญา แม้มีละเมิดก่อนหน้า ไม่ใช้บทบัญญัติอายุความละเมิด
โจทก์ฟ้องว่า ก.บุตรจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ จำเลยตกลงทำบันทึกประนีประนอมยอมความกับโจทก์ต่อหน้าพนักงานสอบสวน ยอมชดใช้ค่าเสียหายแทน ก.ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 15,000 บาท ชำระในวันนั้น 3,000 บาท คงค้างอีก 12,000 บาท ซึ่งจำเลยยังไม่ชำระ จึงขอให้ศาลบังคับ ในวันชี้สองสถาน โจทก์แถลงรับว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากถูกละเมิดมากว่า 1 ปี และรู้ตัวผู้ทำละเมิดมากว่า 1 ปี ดังนี้ แม้เดิมบุตรจำเลยเป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์ แล้วต่อมาจำเลยเข้าทำสัญญารับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แทนบุตรก็ตาม แต่มูลคดีที่โจทก์ฟ้องไม่ใช่เรื่องละเมิด หากเป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญาที่ทำไว้ จึงนำเอาบทบัญญัติเรื่องอายุความอันเกิดแต่มูลละเมิดมาใช้บังคับแก่คดีไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2586/2521
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อายุความในคดีชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญา แม้มีละเมิดก่อนหน้า สัญญาเป็นหลักพิจารณา
โจทก์ฟ้องว่า ก. บุตรจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ จำเลยตกลงทำบันทึกประนีประนอมยอมความกับโจทก์ต่อหน้าพนักงานสอบสวน ยอมชดใช้ค่าเสียหายแทน ก. ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 15,000 บาทชำระในวันนั้น 3,000 บาท คงค้างอีก 12,000 บาท ซึ่งจำเลยยังไม่ชำระ จึงขอให้ศาลบังคับ ในวันชี้สองสถานโจทก์แถลงรับว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากถูกทำละเมิดมากว่า 1 ปี และรู้ตัวผู้ทำละเมิดมากว่า 1 ปี ดังนี้แม้เดิมบุตรจำเลยเป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์ แล้วต่อมาจำเลยเข้าทำสัญญารับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แทนบุตรก็ตามแต่มูลคดีที่โจทก์ฟ้องไม่ใช่เรื่องละเมิด หากเป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญาที่ทำไว้ จึงนำเอาบทบัญญัติเรื่องอายุความอันเกิดแต่มูลละเมิดมาใช้บังคับแก่คดีไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2566/2521
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจตนาผ่อนปรนสัญญา, กำหนดเวลาขับไล่, การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา, สัญญาก่อสร้าง
โจทก์จำเลยทำสัญญากันให้โจทก์ก่อสร้างตึกแถวยกกรรมสิทธิ์ให้จำเลยบนที่ดินของจำเลย โดยโจทก์มีสิทธิเรียกเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่า ตามสัญญาระบุว่า จำเลยรับผิดชอบขับไล่ผู้อยู่อาศัยในที่ดิน ซึ่งจำเลยชนะคดีแล้วโดยบังคับคดีภายใน 20 วันนับแต่วันทำสัญญา ดังนี้เมื่อเห็นได้ว่าการทำสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยมิได้มุ่งถึงเรื่องเวลาเป็นข้อสาระสำคัญ หากแต่โจทก์จำเลยมีเจตนาผ่อนปรนซึ่งกันและกันตามสมควร กำหนดเวลาที่ว่าจำเลยต้องขับไล่ผู้แพ้คดีออกไปดังกล่าว จึงหมายความว่าจำเลยจะต้องดำเนินการบังคับคดีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ภายใน 20 วันนับแต่วันทำสัญญา หาใช่จะต้องขับไล่บุคคลดังกล่าวออกไปโดยเด็ดขาดภายในกำหนด 20 วันนับแต่วันทำสัญญาไม่ ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นคำแถลงให้ศาลดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้แพ้คดีซึ่งมีอยู่ 2 รายและผู้แพ้คดีรายหนึ่งออกไปจากที่ดินตั้งแต่ก่อนโจทก์จำเลยทำสัญญาก่อสร้างกัน ส่วนผู้แพ้คดีอีกรายหนึ่งออกไปหลังจากวันทำสัญญาก่อสร้างราว 5 เดือน ก่อนที่โจทก์จะต้องชำระค่าหน้าดินงวดที่สองให้จำเลยถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาแล้ว ไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 256/2521
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ค่านายหน้าจากการชี้ช่องให้ทำสัญญา แม้เป็นการประมูลราคาสำเร็จ ก็ต้องจ่ายค่านายหน้าตามตกลง
จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้ติดต่อขายรถยนต์ดัมทรัค 3 คัน เมื่อขายได้แล้วจะให้ค่านายหน้า 5% โจทก์ได้ติดต่อกับผู้ซื้อซึ่งเป็นหน่วยราชการซึ่งจัดการซื้อรถยนต์ดังกล่าวโดยวิธีประกวดราคา ในการประกวดราคาโจทก์ก็ได้ช่วยเหลือจำเลย จนในที่สุดจำเลยประมูลขายรถยนต์ดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อเป็นผลสำเร็จ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ชี้ช่องให้จำเลยได้เข้าทำสัญญาหรือจัดการให้จำเลยได้ทำสัญญา จำเลยต้องจ่ายค่านายหน้าให้แก่โจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2540/2521 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิในที่ดินพิพาท: ผลของสัญญาต่อเจ้าของเดิม และขอบเขตการบังคับใช้สัญญาต่อบุคคลภายนอก
จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับจำเลยร่วมให้จำเลยร่วมปลูกอาคารพานิชย์ ตลาดสด อาคารแผงลอยในที่พิพาท เมื่อสร้างเสร็จจำเลยร่วมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ทันที และจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยร่วมเช่าอาคารพานิชย์ 15 ปี อาคารแผงลอย 10 ปี ดังนี้ สัญญาระหว่างจะเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมเป็นสัญญาต่างตอบแทนอันก่อให้เกิดบุคคลสิทธิต่อกันเท่านั้น เมื่อศาลฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ถึงแม้จำเลยร่วมจะได้ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริต ก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่พิพาท โจทก์จึงไม่ต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งจำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยร่วม จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาออกไปจากที่พิพาทตามคำขอบังคับของโจทก์ แต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายพร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทำสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต่างเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จะขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่ได้
โจทก์ฟ้องว่าเดิมที่พิพาทเป็นของวัดโจทก์ ต่อมาปลัดอำเภอได้แจ้ง ส.ล. 1 ว่าเป็นของทางราชการมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ทางอำเภอเชื่อ จึงออก ส.ค.1 ให้ ต่อมาเมื่อตั้งสุขาภิบาลขึ้นทางอำเภอได้โอนที่ดินพิพาทให้สุขาภิบาลพังโคนจำเลยครอบครอง จึงขอให้ศาลเพิกถอน ส.ค. 1 และนิติกรรมการรับโอนที่พิพาท โอนที่ดินคืนให้โจทก์ ถ้าไม่ยอมโอนคืนให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น ที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวก็เพื่อประสงค์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์นั่นเอง ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้ และเมื่อศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แล้วก็ไม่ต้องเพิกถอน ส.ค.1 และไม่ต้องเพิกถอนนิติกรรมรับโอนที่พิพาทกับโอนที่พิพาทคืนให้โจทก์เพราะการแจ้ง ส.ค.1 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้แจ้งแต่อย่างใด ทั้งที่พิพาทรายนี้เป็นที่ดินมือเปล่าไม่อาจบังคับให้โอนกันทางทะเบียนได้ ที่พิพาทจึงย่อมกลับเป็นของโจทก์ตามเดิมตามคำพิพากษาดังกล่าว
โจทก์ฟ้องว่าเดิมที่พิพาทเป็นของวัดโจทก์ ต่อมาปลัดอำเภอได้แจ้ง ส.ล. 1 ว่าเป็นของทางราชการมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ทางอำเภอเชื่อ จึงออก ส.ค.1 ให้ ต่อมาเมื่อตั้งสุขาภิบาลขึ้นทางอำเภอได้โอนที่ดินพิพาทให้สุขาภิบาลพังโคนจำเลยครอบครอง จึงขอให้ศาลเพิกถอน ส.ค. 1 และนิติกรรมการรับโอนที่พิพาท โอนที่ดินคืนให้โจทก์ ถ้าไม่ยอมโอนคืนให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น ที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวก็เพื่อประสงค์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์นั่นเอง ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้ และเมื่อศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แล้วก็ไม่ต้องเพิกถอน ส.ค.1 และไม่ต้องเพิกถอนนิติกรรมรับโอนที่พิพาทกับโอนที่พิพาทคืนให้โจทก์เพราะการแจ้ง ส.ค.1 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้แจ้งแต่อย่างใด ทั้งที่พิพาทรายนี้เป็นที่ดินมือเปล่าไม่อาจบังคับให้โอนกันทางทะเบียนได้ ที่พิพาทจึงย่อมกลับเป็นของโจทก์ตามเดิมตามคำพิพากษาดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2540/2521
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิในที่ดิน: สัญญาซื้อขายที่ไม่ผูกพันเจ้าของเดิม, การครอบครองปรปักษ์, และการเพิกถอน ส.ค.1
จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับจำเลยร่วมให้จำเลยร่วมปลูกอาคารพานิชย์ตลาดสดอาคารแผงลอยในที่พิพาท เมื่อสร้างเสร็จจำเลยร่วมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ทันที และจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยร่วมเช่าอาคารพานิชย์ 15 ปีอาคารแผงลอย 10 ปี ดังนี้ สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมเป็นสัญญาต่างตอบแทนอันก่อให้เกิดบุคคลสิทธิต่อกันเท่านั้น เมื่อศาลฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ถึงแม้จำเลยร่วมจะได้ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริต ก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่พิพาทโจทก์จึงไม่ต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งจำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยร่วม จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาออกไปจากที่พิพาทตามคำขอบังคับของโจทก์ แต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายพร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทำสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต่างเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์โจทก์จะขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่ได้
โจทก์ฟ้องว่าเดิมที่พิพาทเป็นของวัดโจทก์ ต่อมาปลัดอำเภอได้แจ้ง ส.ค.1 ว่าเป็นของทางราชการมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ทางอำเภอเชื่อ จึงออก ส.ค.1 ให้ ต่อมาเมื่อตั้งสุขาภิบาลขึ้นทางอำเภอได้โอนที่ดินพิพาทให้สุขาภิบาลพังโคนจำเลยครอบครอง จึงขอให้ศาลเพิกถอน ส.ค.1 และนิติกรรมการรับโอนที่พิพาท โอนที่ดินคืนให้โจทก์ ถ้าไม่ยอมโอนคืนให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น ที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวก็เพื่อประสงค์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์นั่นเอง ศาลจึงพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้ และเมื่อศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แล้วก็ไม่จำต้องเพิกถอน ส.ค.1 และไม่ต้องเพิกถอนนิติกรรมรับโอนที่พิพาทกับโอนที่พิพาทคืนให้โจทก์เพราะการแจ้ง ส.ค.1 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้แจ้งแต่อย่างใด ทั้งที่พิพาทรายนี้เป็นที่ดินมือเปล่าไม่อาจบังคับให้โอนกันทางทะเบียนได้ ที่พิพาทจึงย่อมกลับเป็นของโจทก์ตามเดิมตามคำพิพากษาดังกล่าว
โจทก์ฟ้องว่าเดิมที่พิพาทเป็นของวัดโจทก์ ต่อมาปลัดอำเภอได้แจ้ง ส.ค.1 ว่าเป็นของทางราชการมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ทางอำเภอเชื่อ จึงออก ส.ค.1 ให้ ต่อมาเมื่อตั้งสุขาภิบาลขึ้นทางอำเภอได้โอนที่ดินพิพาทให้สุขาภิบาลพังโคนจำเลยครอบครอง จึงขอให้ศาลเพิกถอน ส.ค.1 และนิติกรรมการรับโอนที่พิพาท โอนที่ดินคืนให้โจทก์ ถ้าไม่ยอมโอนคืนให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น ที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวก็เพื่อประสงค์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์นั่นเอง ศาลจึงพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้ และเมื่อศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แล้วก็ไม่จำต้องเพิกถอน ส.ค.1 และไม่ต้องเพิกถอนนิติกรรมรับโอนที่พิพาทกับโอนที่พิพาทคืนให้โจทก์เพราะการแจ้ง ส.ค.1 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้แจ้งแต่อย่างใด ทั้งที่พิพาทรายนี้เป็นที่ดินมือเปล่าไม่อาจบังคับให้โอนกันทางทะเบียนได้ ที่พิพาทจึงย่อมกลับเป็นของโจทก์ตามเดิมตามคำพิพากษาดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2325/2521 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาค้ำประกันแม้ไม่มีอากรแสตมป์ แต่จำเลยรับสารภาพได้ ถือเป็นหลักฐานได้ และการลดหนี้ไม่ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ
แม้สัญญาค้ำประกันมิได้ปิดอากรแสตมป์ ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ห้ามมิให้ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง แต่จำเลยได้ให้การและนำสืบรับเข้ามาว่าได้ลงชื่อในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจริง ศาลจึงไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาคดี
จำเลยค้ำประกัน ธ.ที่ทำงานกับโจทก์ 100,000 บาท ธ.ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ โจทก์จำเลยยอมความกัน โจทก์ลดจำนวนเงินลงเหลือ 380,000 บาท ธ.ยอมใช้เงินโดยชำระในวันนั้นส่วนหนึ่ง ที่เหลือมี น.น้อง ธ.และภริยา ธ.ออกเช็คลงวันล่วงหน้าให้กับทำสัญญาค้ำประกันให้ด้วย โจทก์ถอนคำร้องทุกข์ ศาลจำหน่ายคดีที่ ธ.ถูกฟ้องเรื่องยักยอกเช็คของน.และ ธ.รับเงินไม่ได้ โจทก์ฟ้องจำเลยตามสัญญาค้ำประกันได้ การที่โจทก์ลดหนี้ให้ ธ. และ ธ.ยังไม่ได้ใช้หนี้ หนี้เดิมยังไม่ระงับ และ ธ.ไม่ได้สละสิทธิหรือได้สิทธิอะไรจากโจทก์ ไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้เดิมยังอยู่ โจทก์ฟ้องจำเลยตามสัญญาค้ำประกันเดิมให้จำเลยรับผิด 100,000 บาทได้.
จำเลยค้ำประกัน ธ.ที่ทำงานกับโจทก์ 100,000 บาท ธ.ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ โจทก์จำเลยยอมความกัน โจทก์ลดจำนวนเงินลงเหลือ 380,000 บาท ธ.ยอมใช้เงินโดยชำระในวันนั้นส่วนหนึ่ง ที่เหลือมี น.น้อง ธ.และภริยา ธ.ออกเช็คลงวันล่วงหน้าให้กับทำสัญญาค้ำประกันให้ด้วย โจทก์ถอนคำร้องทุกข์ ศาลจำหน่ายคดีที่ ธ.ถูกฟ้องเรื่องยักยอกเช็คของน.และ ธ.รับเงินไม่ได้ โจทก์ฟ้องจำเลยตามสัญญาค้ำประกันได้ การที่โจทก์ลดหนี้ให้ ธ. และ ธ.ยังไม่ได้ใช้หนี้ หนี้เดิมยังไม่ระงับ และ ธ.ไม่ได้สละสิทธิหรือได้สิทธิอะไรจากโจทก์ ไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้เดิมยังอยู่ โจทก์ฟ้องจำเลยตามสัญญาค้ำประกันเดิมให้จำเลยรับผิด 100,000 บาทได้.