พบผลลัพธ์ทั้งหมด 4,077 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2379/2524 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เช็คค้ำประกันเงินกู้: จำเลยไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค เมื่อเจตนาเป็นการค้ำประกัน ไม่ใช่การชำระหนี้
จำเลยออกเช็คให้ผู้เสียหายเพื่อเป็นการค้ำประกันการที่ผู้เสียหายนำที่ดินไปจำนองประกันเงินกู้ที่จำเลยกับภริยากู้ไปจากธนาคาร จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497 มาตรา 3 ตามที่โจทก์ฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2315/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของผู้อื่นในประเด็นสาธารณะ โดยไม่มีเจตนาทำให้เสียชื่อเสียง ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
จำเลยกล่าวถ้อยคำว่า หลวงพ่อวัดบึงและหลวงพ่อวัดธาตุใช้ประชาชนบังหน้าต่อต้านพระที่สุสาน เนื่องจากจำเลยไม่เห็นด้วยกับการกระทำของผู้เสียหายที่ต้องการขับไล่พระภิกษุ ย. ออกไปจากป่าช้าแห่งหนึ่ง จึงได้พูดวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นตามความรู้สึกนึกคิดของตน ถ้อยคำที่พูดก็มิได้รุนแรงนักทั้งเป็นเรื่องของส่วนรวมซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไปอันประชาชนย่อมมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบรรยายฟ้องความผิดฐานมีเครื่องชั่งผิดอัตราต้องระบุเจตนาใช้เพื่อเอาเปรียบหรือค้า หากขาดองค์ประกอบ ศาลไม่สามารถลงโทษได้
ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยมีเครื่องชั่งไว้ในความครอบครองโดยมีเจตนาอย่างใด จึงขาดองค์ประกอบความผิด แต่โจทก์ได้บรรยายถึงความผิดฐานใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตราและไม่ถูกต้องตามความประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกันการที่จะพิจารณาว่าคำบรรยายฟ้องในความผิดฐานใดครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นรายกระทง คำบรรยายฟ้องในความผิดฐานมีเครื่องชั่งผิดอัตราและไม่ถูกต้องตามความประสงค์ของกฎหมายจึงไม่สมบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2524 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจตนาในการกระทำความผิดทางอาญา: การพิจารณาว่าการบุกรุกและการกระทำอนาจารเป็นกรรมเดียว
จำเลยเข้าไปในเคหสถานแล้กระทำอนาจารผู้เสียหายนั้น เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่า จำเลยมีเจตนาเข้าไปเพื่อกระทำอนาจารต่อผู้เสียหายเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์ จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ศาลจะลงโทษจำเลยหลายกรรมต่างกันเป็นหลายกระทงความผิดมิได้ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1905/2520)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจตนาการกระทำผิดเป็นสำคัญ: การกระทำหลายบทเป็นกรรมเดียว
จำเลยเข้าไปในเคหสถานแล้วกระทำอนาจารผู้เสียหายนั้นเห็นเจตนาของจำเลยได้ว่า จำเลยมีเจตนาเข้าไปเพื่อกระทำอนาจารต่อผู้เสียหายเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันและจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ศาลจะลงโทษจำเลยหลายกรรมต่างกันเป็นหลายกระทงความผิดมิได้(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1905/2520)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2524 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การรับจำนำโดยไม่มีเจตนาเป็นปกติธุระ ไม่เข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.โรงรับจำนำ
จำเลยให้บุคคล 4 คนยืมเงินไป โดยไม่มีดอกเบี้ย และจำเลยมิได้เรียกร้องเอาสิ่งของประกันเงินยืม หากแต่ผู้ยืมเกรงใจจึงให้จำเลยเอาสิ่งของไว้เป็นประกัน ดังนี้ ยังไม่พอถือว่าจำเลยรับจำนำสิ่งของไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้เป็นปกติธุระ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1934/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องขอคืนสิทธิการเช่าและการนำสืบพยานนอกฟ้อง ศาลฎีกาพิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงของผู้ฟ้อง
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของสิทธิการเช่าตึกพิพาทของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โจทก์ให้จำเลยทำการค้าในตึกนี้ ต่อมาจำเลยได้ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจว่าโจทก์โอนสิทธิการเช่าให้จำเลยแล้วนำไปยื่นคำขอต่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โอนสิทธิการเช่าเป็นของจำเลย แล้วจำเลยยื่นคำขอโอนสิทธิการเช่าให้แก่ผู้มีชื่อ ขอให้บังคับจำเลยถอนคำขอดังกล่าว ฟ้องของโจทก์เช่นนี้แปลความได้ว่า โจทก์ไม่มีเจตนาโอนสิทธิการเช่าให้จำเลยดังที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจนั้น จำเลยให้การโต้แย้งว่า โจทก์มีเจตนาโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลย และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยโอนสิทธิการเช่าตึกเป็นของจำเลยหรือไม่ ดังนี้ แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์จะนำสืบว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยสำคัญผิด ก็เป็นการสืบแสดงว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะโอนสิทธิการเช่าให้จำเลยตามฟ้องหาใช่นำสืบพยานนอกฟ้องนอกประเด็นไม่
คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกคืนสิทธิการเช่าที่โจทก์มีอยู่จากจำเลยผู้อาศัย แม้จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยถอนคำขอที่จำเลยขอโอนสิทธิการเช่าแก่ผู้อื่น. ก็มิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด จะนำอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาบังคับแก่คดีไม่ได้
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติเพียงว่า คำฟ้องต้องมีคำขอบังคับ แต่มิได้บัญญัติถึงขนาดว่าคำขอบังคับจะต้องให้ปรากฏไว้เฉพาะในคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น คดีนี้โจทก์มีคำขอไว้ในคำฟ้องชัดแจ้งว่าขอให้ศาลพิพากษาให้สิทธิการเช่ากลับคืนมาเป็นของโจทก์ ถือได้ว่ามีคำขอบังคับในข้อนี้ไว้โดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว
คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกคืนสิทธิการเช่าที่โจทก์มีอยู่จากจำเลยผู้อาศัย แม้จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยถอนคำขอที่จำเลยขอโอนสิทธิการเช่าแก่ผู้อื่น. ก็มิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด จะนำอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาบังคับแก่คดีไม่ได้
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติเพียงว่า คำฟ้องต้องมีคำขอบังคับ แต่มิได้บัญญัติถึงขนาดว่าคำขอบังคับจะต้องให้ปรากฏไว้เฉพาะในคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น คดีนี้โจทก์มีคำขอไว้ในคำฟ้องชัดแจ้งว่าขอให้ศาลพิพากษาให้สิทธิการเช่ากลับคืนมาเป็นของโจทก์ ถือได้ว่ามีคำขอบังคับในข้อนี้ไว้โดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1478/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า: การเลียนแบบเครื่องหมายการค้าเดิมและการพิจารณาเจตนาของผู้ขอจดทะเบียน
เครื่องหมายการค้าของโจทก์ใช้คำว่า 'RICOPY' ส่วนของจำเลยใช้คำว่า 'RECOPY' มีลักษณะสำคัญบ่งเฉพาะเป็นอักษรโรมัน เมื่อออกสำเนียงชื่อก็คล้ายคลึงกัน คือ โจทก์ออกสำเนียงว่า 'ริโคปีย์' ส่วนจำเลยออกสำเนียงว่า'รีโคปีย์' แตกต่างกันเฉพาะตัวI และตัว E เท่านั้น เครื่องหมายการค้าของจำเลยจึงมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายคลึงกับของโจทก์ และสินค้าของโจทก์จำเลยที่ขอจดทะเบียนเป็นสินค้าอย่างเดียวกัน เมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศญี่ปุ่น และใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแพร่หลายโดยทั่วไปมาก่อน จำเลยเพิ่งคิดจะใช้คำว่า 'RECOPY' เป็นเครื่องหมายการค้าหลังจากทราบถึงเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์แล้ว ดังนี้ แม้จำเลยจะไปขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดีกว่าและให้จำเลยไปเพิกถอนคำขอจดทะเบียนการค้าของจำเลยดังกล่าวได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 143/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การรับรองบุตรนอกกฎหมายมีสิทธิมรดก: พฤติการณ์แสดงเจตนาชัดเจนถือเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย
เจ้ามรดกอยู่กินกับมารดาโจทก์โดยไม่จดทะเบียนสมรส มารดาคลอดโจทก์เมื่อมาอยู่ที่บ้านอื่น แต่เจ้ามรดกก็ยังมาดูแลแจ้งการเกิดว่าโจทก์เป็นบุตร ให้โจทก์ใช้นามสกุล และให้ ค่าเลี้ยงดูศึกษาเล่าเรียน เป็นพฤติการณ์ที่เจ้ามรดกรับรองว่า โจทก์เป็นบุตร รับมรดกได้เหมือนบุตรชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1186/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน: ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาอุทธรณ์ โดยพิจารณาเจตนาการโอน และความยินยอมของผู้มอบอำนาจ
ปรากฏตามคำพิพากษาในคดีอาญาชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า พยานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยเอาหนังสือมอบอำนาจไปกรอกข้อความโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ รูปคดีน่าเชื่อและทำให้เห็นไปได้ว่าโจทก์มีเจตนายกกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลย ดังนี้ คำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวยังหาได้เชื่อฟังเป็นยุติว่า จำเลยกรอกข้อความในแบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจโดยความยินยอมของโจทก์หรือโดยโจทก์มีเจตนายกกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้วแต่อย่างใดไม่ การที่ศาลในคดีแพ่งถือตามข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเป็นการมิชอบ ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นใหม่