คำพิพากษาที่อยู่ใน Tags
ศาล

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,640 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081/2517 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตคำฟ้อง: ศาลไม่อาจพิพากษาเกินคำฟ้อง แม้มีข้อเท็จจริงสนับสนุนความรับผิดอื่น
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยดำเนินกิจการค้าใช้ชื่อว่าเดอะไดอะมอนด์ วีฟวิ่ง แฟคตอรี่ ซึ่งขณะนี้ได้หยุดดำเนินการค้า จำเลยได้ทำสัญญาซื้อด้ายฝ้ายจากโจทก์ และได้รับด้ายฝ้ายไปจากโจทก์เป็นเงิน 317,871.53 บาท จำเลยได้ออกเช็คชำระหนี้ตามรายการในฟ้อง แต่ไม่มีเงินในธนาคารจ่ายตามเช็ค ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยตามคำฟ้องของโจทก์แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าจากโจทก์ ขอให้ชำระหนี้ข้ออ้างของโจทก์ที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นก็คือ จำเลยทำสัญญาซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์ได้ส่งสินค้านั้น ๆ ให้แก่จำเลยรับไปแล้ว จำเลยจ่ายเช็คหลายฉบับให้โจทก์เป็นค่าสินค้า แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่มีเงินในธนาคารจ่ายให้ตามเช็ค โจทก์หาได้มีข้ออ้างให้จำเลยต้องรับผิดในฐานที่ว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วน ผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนนั้นผิดสัญญาซื้อขายกับโจทก์ ต่อมาห้างหุ้นส่วนนั้นล้มเลิกไป จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนในฐานะหุ้นส่วนคนหนึ่งไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งในกิจการค้านามสมญาเดอะไดมอนด์ วีฟวิ่ง แฟคตอรี่ ในการทำสัญญาซื้อสินค้าจากโจทก์ ผู้จัดการของกิจการค้าดังกล่าวเป็นผู้ลงชื่อ จำเลยมิได้ลงชื่อและลายมือชื่อผู้ออกเช็คทุกฉบับที่โจทก์กล่าวในฟ้องก็เป็นลายมือชื่อของบุคคลอื่นมิใช่ลายมือชื่อจำเลย ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ทั้งกรณีก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081/2517

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตคำฟ้อง: ศาลไม่อาจพิพากษาเกินกว่าที่ฟ้อง และจำเลยไม่ต้องรับผิดในฐานะหุ้นส่วนหากไม่ได้ลงชื่อในสัญญา
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยดำเนินกิจการค้า ใช้ชื่อว่าเดอะไดอะมอนด์วีฟวิ่งแฟคตอรี่ ซึ่งขณะนี้ได้หยุดดำเนินการค้า จำเลยได้ทำสัญญาซื้อด้ายฝ้ายจากโจทก์ และได้รับด้ายฝ้ายไปจากโจทก์เป็นเงิน 317,871.53 บาท จำเลยได้ออกเช็คชำระหนี้ตามรายการในฟ้อง แต่ไม่มีเงินในธนาคารจ่ายตามเช็ค ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ตามคำฟ้องของโจทก์แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าจากโจทก์ ขอให้ชำระหนี้ข้ออ้างของโจทก์ที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นก็คือ จำเลยทำสัญญาซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์ได้ส่งสินค้านั้นๆ ให้แก่จำเลยรับไปแล้ว จำเลยจ่ายเช็คหลายฉบับให้โจทก์เป็นค่าสินค้าแต่ปรากฏว่าจำเลยไม่มีเงินในธนาคารจ่ายให้ตามเช็ค โจทก์หาได้มีข้ออ้างให้จำเลยต้องรับผิดในฐานที่ว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วน ผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนนั้นผิดสัญญาซื้อขายกับโจทก์ต่อมาห้างหุ้นส่วนนั้นล้มเลิกไป จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนในฐานะหุ้นส่วนคนหนึ่งไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งในกิจการค้านามสมญาเดอะไดมอนด์วีฟวิ่งแฟคตอรี่ ในการทำสัญญาซื้อสินค้าจากโจทก์ผู้จัดการของกิจการค้าดังกล่าวเป็นผู้ลงชื่อ จำเลยมิได้ลงชื่อ และลายมือชื่อผู้ออกเช็คทุกฉบับที่โจทก์กล่าวในฟ้องก็เป็นลายมือชื่อของบุคคลอื่นมิใช่ลายมือชื่อจำเลย ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ทั้งกรณีก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 904/2516

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความเห็นเกี่ยวกับราคาที่ดินเบื้องหน้าศาล ไม่ถือเป็นเบิกความเท็จ
ราคาที่ดินที่จำเลยเบิกความต่อศาล แม้ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงก็เป็นเพียงความคิดเห็นกะประมาณของพยานบุคคลธรรมดาที่เบิกความต่อศาลนั้นย่อมอาจจะมีผิดพลาดไปได้บ้าง ยังหาอาจถือได้ว่าความคิดเห็นนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่พยานได้เบิกความเท็จต่อศาลอันเป็นความผิดอาญาไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 710/2516

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การพิพากษาคดีทำเอกสารปลอม: การวินิจฉัยความเสียหายและขอบเขตการอุทธรณ์
ข้อความในเอกสารซึ่งจำเลยปลอมลายมือชื่อของ จ. ผู้เสียหาย น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย แม้จำเลยรับสารภาพ แต่ศาลเห็นว่าไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ศาลก็พิพากษายกฟ้อง
โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงว่า จำเลยปลอมลายมือชื่อ จ. ผู้เสียหายลงในเอกสารคำร้อง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ จ. ผู้เสียหาย และ น.พนักงานเจ้าหน้าที่ศาลแขวงพิพากษาว่า ที่โจทก์อ้างว่าอาจจะเกิดความเสียหายแก่ จ. นั้น โจทก์มิได้บรรยายว่าจะเกิดความเสียหายอย่างใด จึงไม่อาจจะพิเคราะห์ได้. ส่วนที่อ้างว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่ น. นั้น ตามคำร้องไม่อาจทำให้ น.เสียหาย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา ศาลฎีการับวินิจฉัยข้อที่ว่า ฟ้องที่เกี่ยวกับ จ.นั้นสมบูรณ์หรือไม่ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายและรับวินิจฉัยข้อที่ว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่ จ.หรือไม่เพราะศาลแขวงยกฟ้องด้วยข้อกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องด้วยข้อเท็จจริง โดยได้วินิจฉัยว่ายังไม่เกิดความเสียหายแก่ จ. โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการเสียหายแก่ จ. ส่วนข้อที่ว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่น.หรือไม่นั้น ศาลแขวงยกฟ้อง โดยฟังว่าไม่อาจทำให้น. เสียหาย โจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์โต้แย้ง แม้โจทก์จะอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6/2516

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฟ้องแย้งต้องเป็นการเสนอข้อหาต่อศาล การขอตรวจสอบบัญชีเพื่อต่อสู้คดีไม่ใช่ฟ้องแย้ง
ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้ตั้งผู้ตรวจสอบบัญชีและเอกสารของธนาคารโจทก์เพื่อแสดงผลความรับผิดชอบว่าใครเป็นหนี้ใครเท่าใดเป็นเรื่องจำเลยแสวงหาหลักฐานเพื่อสู้คดี มิใช่เป็นการเสนอข้อหาต่อศาล ไม่ถือว่าเป็นฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 536/2516

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เหตุบรรเทาโทษ: อายุ, ความรู้สึกผิดชอบน้อย, รับสารภาพ, ให้ความรู้แก่ศาล
จำเลยอายุ 19 ปี ย่อมมีความรู้สึกผิดชอบน้อย ได้กระทำผิดโดยเข้าใจว่าผู้ตายข่มเหงน้ำใจตน ศาลเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสาม
จำเลยได้กระทำความผิดแล้วมิได้หลบหนี เมื่อถูกจับก็รับสารภาพว่าได้ยิงผู้ตายจริง เป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ถือได้ว่ามีเหตุบรรเทาโทษ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2516

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตการลงโทษกึ่งหนึ่งของโทษประหารชีวิต: ศาลมีอำนาจลงโทษต่ำกว่า 12 ปีได้
โทษกึ่งหนึ่งของโทษประหารชีวิต คือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 12 ปีถึง20 ปี แต่การลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษประหารชีวิตนั้น มิใช่ว่าจะลงโทษจำคุกต่ำกว่า 12 ปีไม่ได้ การที่ศาลลงโทษจำคุก 10 ปี ก็เป็นการลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษประหารชีวิต
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 7/2516)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377-378/2516 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิจำเลยในการติดตามการสืบพยานประเด็น การไม่อนุญาตถือเป็นการตัดสิทธิในการต่อสู้คดี
ประจักษ์พยานรู้เห็นขณะเกิดเหตุมีเพียง 2 คน คือคนหนึ่งเป็นพยานโจทก์ อีกคนหนึ่งจำเลยระบุอ้างเป็นพยานจำเลยและแถลงขอให้ส่งประเด็นไปสืบยังศาลอื่น โดยจำเลยแถลงขอตามประเด็นไปฟังการพิจารณาที่ศาลนั้นด้วย การที่ศาลใช้ดุลพินิจสั่งไม่อนุญาตให้ตัวจำเลยตามประเด็นไปฟังการพิจารณาเท่ากับเป็นการตัดพยานสำคัญของจำเลย อันเป็นการไม่ให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้คดีได้เต็มภาคภูมิ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 357/2516 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การรับมรดกและการจำหน่ายคดีหลังคู่ความมรณะ: อำนาจศาลและเงื่อนไขการจำหน่ายคดีตามมาตรา 42
การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะหลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีแล้วนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่สั่งรับฎีกาของคู่ความฝ่ายที่มรณะ คดีย่อมยังอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยสั่งได้
การที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความตามมาตรา 42แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น จะต้องเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมรณะในระหว่างที่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลนั้นเองเมื่อคู่ความมรณะระหว่างที่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลอุทธรณ์ เป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งจำหน่ายคดี จนกระบวนพิจารณาได้ผ่านจากชั้นศาลอุทธรณ์มาเป็นกระบวนพิจารณาชั้นศาลฎีกาโดยศาลชั้นต้นได้สั่งให้ทายาทของผู้มรณะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่และได้สั่งรับฎีกาแล้ว ย่อมมิใช่เป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมรณะในระหว่างที่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลฎีกา ศาลฎีกาจะสั่งจำหน่ายคดีมิได้
(วรรคท้าย วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 40/2515)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3397-3398/2516

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การหมิ่นประมาท: ศาลวินิจฉัยได้เองว่าข้อความใส่ความทำให้เสียชื่อเสียงหรือไม่ โดยไม่ต้องฟังพยาน
การวินิจฉัยว่า ข้อความตามฟ้องเป็นการใส่ความโจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ เป็นการวินิจฉัยลักษณะของการกระทำมิใช่วินิจฉัยผลแห่งการกระทำ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยเองได้ โดยพิเคราะห์จากข้อความเหล่านั้นว่ามีความหมายอย่างไร
of 364