พบผลลัพธ์ทั้งหมด 291 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 614/2520
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เขตอำนาจศาลฟ้องจำเลยต่างประเทศ: จำเลยต้องเข้ามาในประเทศไทยเพื่อให้ฟ้องได้
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศให้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยที่ 1 คำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องหนี้เหนือบุคคลระหว่างโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยกรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(3)โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 เข้ามาในประเทศไทยชั่วคราว เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้เข้ามาในประเทศไทยเลย แม้จะตั้งบุคคลอื่นเป็นตัวแทนในประเทศไทยในการฟ้องหรือต่อสู้คดี โจทก์ก็ไม่มีสิทธิยื่นฟ้องจำเลยที่ 1
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1919/2520 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เขตอำนาจศาล: การไม่ระบุที่ตั้งที่พิพาทในคำฟ้อง ไม่เป็นเหตุฟ้องต้องห้าม หากคู่ความและศาลรับรู้ร่วมกัน
คำฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุว่าที่พิพาทตั้งอยู่ในเขตตำบล อำเภอ และจังหวัดใด แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องและจำเลยก็ไม่ได้ให้การโต้เถียงในเรื่องที่ตั้งของที่พิพาทก็เป็นที่เห็นได้ว่าคู่ความและศาลต่างก็ยอมรับว่าที่พิพาทอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นนั้นเองไม่ใช่เป็นเรื่องฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2(2)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1919/2520
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เขตอำนาจศาล: การยอมรับโดยปริยายของคู่ความและศาล, ฟ้องไม่ขาดอายุความ
คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุว่าที่พิพาทตั้งอยู่ในเขตตำบล อำเภอ และจังหวัดใด แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องและจำเลยก็ไม่ได้ให้การโต้เถียงในเรื่องที่ตั้งของที่พิพาท ก็เป็นที่เห็นได้ว่าคู่ความและศาลต่างก็ยอมรับว่าที่พิพาทอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นนั้นเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2(2)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1491/2519
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจศาล: คดีละเมิดอสังหาริมทรัพย์ฟ้องได้ที่ศาลทรัพย์สินตามที่ตั้ง แม้มีข้อตกลงฟ้องที่ศาลแพ่งในสัญญาเช่า
กรรมการบริษัทให้เช่าอาคารของบริษัทโดยไม่มีอำนาจ บริษัทใช้อาคารไม่ได้ บริษัทฟ้องขับไล่ผู้เช่า เป็นคดีละเมิดเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต้องฟ้องต่อศาลในเขตที่ทรัพย์ตั้งอยู่ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ไม่ใช่กรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาเช่าซึ่งจะต้องฟ้อง ต่อศาลแพ่งตามข้อตกลงในสัญญาเช่า
ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยจากอาคารของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง เพราะศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาโจทก์ฎีกาข้อให้ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยจากอาคารของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง เพราะศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาโจทก์ฎีกาข้อให้ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2519 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เขตอำนาจศาลคดีเช็ค: ความผิดเกิดขึ้น ณ สถานที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ไม่ใช่สถานที่สั่งจ่ายหรือเรียกเก็บ
ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 จะเกิดขึ้นต่อเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยออกเช็คให้โจทก์ที่กรุงเทพมหานคร แต่ธนาคารซึ่งมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามเช็ค และได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน คือธนาคารซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา จึงถือไม่ได้ว่าความผิดได้เกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร และปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยภูมิลำเนาอยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศาลอาญาจึงไม่ต้องชำระคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 ศาลอาญาชอบที่จะใช้ดุลพินิจไม่รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาได้
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 12/2519)
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 12/2519)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2519
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เขตอำนาจศาลในคดีเช็ค: ความผิดเกิดขึ้น ณ สถานที่ปฏิเสธการจ่ายเงิน ไม่ใช่ที่กรุงเทพฯ
ความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 3 เกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยออกเช็คให้โจทก์ที่กรุงเทพมหานคร แต่ธนาคารซึ่งมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามเช็คและได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน คือธนาคารซึ่งตั้งอยู่จังหวัดนครราชสีมาจึงถือไม่ได้ว่าความผิดเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร และปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศาลอาญาจึงไม่จำต้องชำระคดีนี้ตามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 ศาลอาญาชอบที่จะใช้ดุลพินิจไม่รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาได้
เขตอำนาจศาลนั้นแตกต่างกับเขตอำนาจสอบสวน เพราะพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดที่มีการกระทำเกี่ยวเนื่องกับความผิดที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจด้วย
เขตอำนาจศาลนั้นแตกต่างกับเขตอำนาจสอบสวน เพราะพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดที่มีการกระทำเกี่ยวเนื่องกับความผิดที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2518 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เขตอำนาจศาล: การกระทำความผิดหลายท้องที่ถือเป็นที่เกิดเหตุทั้งหมด
ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 84 โดยบรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนโจทก์ที่ 1 กระทำผิดหน้าที่โดยสุจริตด้วยการยุยงส่งเสริมของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 นำเช็คของโจทก์ที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเช็คนั้นไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ให้เรียกเก็บเงินจากบัญชีโจทก์ที่ 1 ธนาคารได้ตัดเงินจากบัญชีโจทก์ที่ 1 จ่ายให้ไปทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ได้ความตามฟ้องว่าจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คที่ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน แล้วจำเลยที่ 2 นำเช็คไปเข้าบัญชีที่ธนาคาร ก. สาขาภาษีเจริญ การนำเช็คไปเข้าบัญชีและรับเงินก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความผิดตามฟ้องสำเร็จบริบูรณ์ ท้องที่ที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คและท้องที่ที่จำเลยที่ 2 นำเช็คไปเข้าบัญชีต่างก็เป็นที่เกิดเหตุคดีนี้ ธนาคาร ก.สาขาภาษีเจริญ อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงธนบุรี ศาลแขวงธนบุรีจึงมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2518
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เขตอำนาจศาล: ความผิดฐานฉ้อโกงที่เกิดจากหลายท้องที่ ศาลแขวงธนบุรีมีอำนาจพิจารณา
ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353,84 โดยบรรยายว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนโจทก์ที่ 1 กระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต ด้วยการยุยงส่งเสริมของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 นำเช็คของโจทก์ที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเช็คนั้นไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ให้เรียกเก็บเงินจากบัญชีโจทก์ที่ 1 ธนาคารได้ตัดเงินจากบัญชีโจทก์ที่ 1 จ่ายให้ไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ได้ความตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คที่ตำบลลาดยาวอำเภอบางเขน แล้วจำเลยที่ 2 นำเช็คไปเข้าบัญชีที่ธนาคาร ก. สาขาภาษีเจริญ การนำเช็คไปเข้าบัญชีและรับเงินก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความผิดตามฟ้องสำเร็จบริบูรณ์ ท้องที่ที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็ค และท้องที่ที่จำเลยที่ 2 นำเช็คไปเข้าบัญชี ต่างก็เป็นที่เกิดเหตุคดีนี้ ธนาคาร ก. สาขาภาษีเจริญ อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงธนบุรีศาลแขวงธนบุรีจึงมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 373/2518
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เขตอำนาจศาลฟ้องหย่า: ภูมิลำเนาจำเลยสำคัญกว่าสถานที่เกิดเหตุ
โจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยา มีภูมิลำเนาอยู่อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร แต่ไปติดต่อค้าขายซื้อสินค้าจาก ผ. ที่จังหวัดแพร่ ในการไปซื้อสินค้านี้โจทก์พักอยู่ที่บ้าน ผ. บางครั้งจำเลยที่ 1ไปพักด้วย ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีชู้และแยกกันอยู่ โดยจำเลยที่ 1 กลับไปอยู่ที่บ้านเดิมที่อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร แต่คงไปมาเกี่ยวกับการค้าที่จังหวัดแพร่ โดยพักค้างที่จังหวัดแพร่ โดยพักค้างที่บ้านญาติของโจทก์บ้าง ที่บ้าน ว. บ้าง ดังนี้แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 หาได้มีเจตนาที่จะถือเอาบ้านที่พักอยู่ที่จังหวัดแพร่เป็นถิ่นที่อยู่ไม่
โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลที่พิจารณาคดีโดยมิได้ขออนุญาตฟ้องต่อศาลนั้นไม่ได้
โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยระบุตามคำฟ้องว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลที่พิจารณาคดี เมื่อจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาล โดยอ้างว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตศาล ดังนี้ การที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนเสร็จสำนวน โดยมีคำสั่งคำร้องขอให้ชี้ขาดเบื้องต้นว่าจะได้ชี้ขาดในปัญหาดังกล่าวในคำพิพากษาจึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีแต่ประการใดหากแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่แห่งใดซึ่งจะต้องฟังพยานหลักฐานให้เสร็จสิ้นกระแสความก่อนมีคำสั่ง
โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลที่พิจารณาคดีโดยมิได้ขออนุญาตฟ้องต่อศาลนั้นไม่ได้
โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยระบุตามคำฟ้องว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลที่พิจารณาคดี เมื่อจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาล โดยอ้างว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตศาล ดังนี้ การที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนเสร็จสำนวน โดยมีคำสั่งคำร้องขอให้ชี้ขาดเบื้องต้นว่าจะได้ชี้ขาดในปัญหาดังกล่าวในคำพิพากษาจึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีแต่ประการใดหากแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่แห่งใดซึ่งจะต้องฟังพยานหลักฐานให้เสร็จสิ้นกระแสความก่อนมีคำสั่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2445/2518 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เขตอำนาจศาล: ศาลแพ่งยอมรับพิจารณาคดีนอกเขตจังหวัดแล้ว ถือว่ามีอำนาจพิจารณา
คดีที่เกิดขึ้นนอกเขตจังหวัดพระนครและธนบุรีนั้น เมื่อศาลแพ่งได้ประทับรับฟ้องคดี รวมทั้งรับคำให้การจำเลยตลอดจนสืบพยานทั้งสองฝ่ายจนสิ้นกระบวนความ ถือว่าศาลแพ่งใช้ดุลพินิจยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้นแล้ว