คำพิพากษาที่อยู่ใน Tags
สัญญา

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,361 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1686/2506

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การทำสัญญาแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นโมฆะ
การที่บุตรผู้เยาว์เข้าทำสัญญาเป็นลูกหนี้แทนบิดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลนั้น ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์อย่างชัดแจ้ง สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จะบังคับเอาแก่ผู้เยาว์นั้นไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1683/2506

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การจำนองที่ตกเป็นโมฆะเนื่องจากเจตนาลวงและบุคคลภายนอกไม่สุจริต ทำให้สัญญาจำนองไม่มีผลบังคับใช้
ผู้ร้องสอดจำนองเรือยนต์ไว้กับโจทก์ตามสัญญาหมายจ.1ต่อมาผู้ร้องสอดโอนเรือนี้ให้แก่จำเลยเพื่อหลบเจ้าหนี้ของผู้ร้องสอดโดยสมรู้กับจำเลย แล้วให้จำเลยทำสัญญาจำนองเรือนั้นกับโจทก์ใหม่เท่าจำนวนหนี้ตามสัญญาจำนองเดิม การจำนองครั้งหลังนี้ไม่มีการรับเงิน แต่ถือเอาเงินที่ผู้ร้องสอดจะต้องชำระตามสัญญาจำนองหมายจ.1 มาเป็นเงินรับจำนองตามสัญญาหมายจ.2 โดยโจทก์ก็ทราบว่าผู้ร้องสอดโอนเรือพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อหลบเจ้าหนี้ ส่วนสัญญาจำนองหมายจ.1 ก็ยังไม่ได้จดทะเบียนไถ่ถอน ดังนี้ เห็นได้ว่าเจตนาของผู้ร้องสอดในการโอนเรือให้แก่จำเลยเป็นเจตนาลวงด้วยสมรู้กับจำเลย จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่มีสิทธิในเรือตลอดทั้งไม่มีสิทธิที่จะทำสัญญาจำนองเรือกับโจทก์แต่ประการใด โจทก์ก็ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยไม่สุจริตเพราะทราบเจตนาลวงของผู้ร้องสอดนั้นอยู่แล้ว จึงฟ้องบังคับจำนองตามสัญญาหมายจ.2 ไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2506 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิจากการเช่าเป็นอิสระ การสอดเข้ามาในคดีต้องเกี่ยวข้องกับสัญญาพิพาทโดยตรง
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่า การที่ผู้ร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมอ้างว่าอยู่ในห้องพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาที่ผู้มีชื่อคนหนึ่งทำกับผู้แทนโจทก์ อันไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องจำเลยนั้น จึงเป็นการกล่าวอ้างสิทธิตามสัญญาอีกอันหนึ่ง ฉะนั้น ถึงแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยเช่าห้องเพื่อการค้า และยกป้ายใช้ชื่อร้านค้าซึ่งเป็นชื่อของผู้ร้องก็ตาม ก็เป็นแต่บรรยายให้เห็นว่าจำเลยเช่าเพื่อการค้า จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะสอดเข้ามาในคดีนี้ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2506

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิจากการเช่าต่างสัญญา: ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องสอดคดีเช่าระหว่างโจทก์-จำเลย
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่า. การที่ผู้ร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมอ้างว่าอยู่ในห้องพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาที่ผู้มีชื่อคนหนึ่งทำกับผู้แทนโจทก์ อันไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องจำเลยนั้น จึงเป็นการกล่าวอ้างสิทธิตามสัญญาอีกอันหนึ่ง ต่างเรื่องต่างรายจากสัญญาที่จำเลยทำกับโจทก์ ฉะนั้น ถึงแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยเช่าห้องเพื่อการค้าและยกป้ายใช้ชื่อร้านค้าซึ่งเป็นชื่อของผู้ร้องก็ตาม ก็เป็นแต่บรรยายให้เห็นว่าจำเลยเช่าเพื่อการค้า จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะร้องสอดเข้ามาในคดีได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1517/2506 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การรับสภาพหนี้และการใช้สัญญาที่ไม่สมบูรณ์เป็นหลักฐาน การให้การรับของจำเลยมีผลเหนือข้อโต้แย้งเรื่องการปิดอากรแสตมป์
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินของสามีโจทก์ไป ปรากฎตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ท้ายฟ้อง จำเลยให้การรับว่าได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินไปตามฟ้องจริง แล้วโจทก์มิได้อ้างหนังสือสัญญากู้มาเป็นพยานหลักฐานในคดี (เพราะศาลงดสืบพยานโจทก์จำเลย) ต่อมาจำเลยเพิ่งมากล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาว่า หนังสือสัญญากู้นี้ปิดอากรแสตมป์ขาดไป จะใช้เป็นหลักฐานฟ้องจำเลยไม่ได้ ดังนี้ ย่อมฟังไม่ขึ้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1517/2506

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การรับสภาพหนี้และการใช้สัญญาที่ไม่สมบูรณ์เป็นหลักฐาน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการรับสภาพหนี้ทำให้ไม่ต้องใช้สัญญาเป็นหลักฐาน
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินของสามีโจทก์ไปปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ท้ายฟ้อง จำเลยให้การรับว่าได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินไปตามฟ้องจริงแล้วโจทก์มิได้อ้างหนังสือสัญญากู้มาเป็นพยานหลักฐานในคดี(เพราะศาลงดสืบพยานโจทก์จำเลย) ต่อมาจำเลยเพิ่งมากล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาว่า หนังสือสัญญากู้นี้ปิดอากรแสตมป์ขาดไป จะใช้เป็นหลักฐานฟ้องจำเลยไม่ได้ดังนี้ ย่อมฟังไม่ขึ้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1515/2506 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเรียกคืนสินสอดและค่าเสียหายจากการไม่จดทะเบียนสมรส แม้มีพิธีแต่งงานแล้ว
ในกรณีที่คู่สมรสประสงค์ให้มีการจดทะเบียนสมรสด้วยนั้น หากฝ่ายหญิงไม่ยอมจดทะเบียนทำให้การสมรสไม่สมบูรณ์ ชายเรียกสินสอดคืนได้
ค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูแขกที่จ่ายไปในพิธีแต่งงาน ที่ไม่มีการหมั้นและไม่สมบูรณ์เพราะไม่จดทะเบียนสมรสนั้น หาอาจเรียกค่าทดแทนอีกฝ่ายหนึ่งได้ไม่ เพราะไม่เป็นการผิดสัญญาหมั้น และไม่เข้าลักษณะอันเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 (2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1485/2506

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาประนีประนอมยอมความ: ผลผูกพันและขอบเขตการบังคับใช้ในคดีบังคับคดี
โจทก์เคยนำยึดห้องแถวบนที่ดินของผู้ร้อง โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษามาครั้งหนึ่งแล้ว ผู้ร้องร้องคัดค้านว่าห้องแถวที่ยึดเป็นของผู้ร้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนการยึดห้องแถวดังกล่าวมีข้อความว่า "ในวันนี้โจทก์ได้รับเงิน 2,000 บาทจากผู้ร้องไปเรียบร้อยแล้ว โจทก์จึงขอถอนการยึดห้องดังกล่าว และรับว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์ใดๆ บนที่ดินของผู้ร้องอีกต่อไป"ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนการยึดได้ ดังนี้ แสดงว่าโจทก์และผู้ร้องได้ตกลงระงับข้อพิพาทเรื่องเถียงกรรมสิทธิ์ในห้องแถวที่โจทก์นำยึดไว้นั้นเสีย โดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน คือผู้ร้องจ่ายเงินให้โจทก์2,000 บาท ฝ่ายโจทก์ยอมถอนการยึดห้องแถว และรับว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์ใดๆบนที่ดินของผู้ร้องอีก จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ต่อมาโจทก์นำยึดห้องแถวบนที่ดินของผู้ร้องนั้นอีกหาได้ไม่ เมื่อโจทก์นำยึดห้องแถวบนที่ดินของผู้ร้องนั้นอีก ผู้ร้องก็ย่อมยื่นคำร้องว่ากล่าวในคดีเดิมนั้นได้ โดยหาจำต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1484/2506 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลระงับข้อพิพาทเดิม และห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีก
ในคดีก่อนจำเลยฟ้องเรียกต้นเงินกู้เพราะดอกเบี้ยจากโจทก์อ้างว่าโจทก์ผิดสัญญา โจทก์ต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้ผิดสัญญาเพราะโจทก์มอบนาให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ยแล้ว ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลโดยโจทก์ยอมใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้อง ดังนี้ โจทก์จะมาฟ้องจำเลยเรียกค่าขายประโยชน์การทำนาอ้างว่ามอบนาให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ยแล้วจำเลยมาฟ้องเรียกดอกเบี้ยอีก ทำให้โจทก์เสียหายนั้นไม่ได้ เพราะข้ออ้างที่ว่าโจทก์มอบนาให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ยนั้นได้ระงับสิ้นไปแล้ว ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และเมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว มีผลทำให้โจทก์ต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1433/2506 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัวทำให้สิทธิฟ้องระงับ
คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้นเมื่อผู้เสียหายได้ทำสัญญาจะถอนฟ้องไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว ย่อมมีผลเป็นการยอมความ ทำให้สิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปตามกฎหมายด้วย
of 337