พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,640 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2502 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การลงโทษจำเลยในคดีทำร้ายร่างกายจนแท้งลูก ศาลลงโทษตามบทมาตราที่ถูกต้องได้ แม้โจทก์จะอ้างบทผิดมาตราอื่น
ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลย ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสคือแท้งลูก แม้โจทก์จะอ้างบทผิด คืออ้างประมวลกฎหมายอาญา ม. 279 ศาลก็ลงโทษตาม ม. 297 ซึ่งเป็นบทมาตราที่ถูกต้องได้ทั้งนี้ อาศัย ป.วิ.อ. มาตรา 192
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2502
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การลงโทษฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้แท้งลูก แม้ผิดบทมาตรา ศาลลงโทษได้ตามความผิดที่เข้าข่าย
ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสคือแท้งลูกแม้โจทก์จะอ้างบทผิด คืออ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 ศาลก็ลงโทษตาม มาตรา297 ซึ่งเป็นบทมาตราที่ถูกต้องได้ทั้งนี้ อาศัย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2502 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การงดบังคับคดี: ต้องมีการบังคับคดีเกิดขึ้นแล้ว จึงจะยื่นคำร้องได้
ถ้าปรากฏว่าจากวันที่ศาลพิพากษาและออกคำบังคับแก่จำเลยแล้ว ก็ยังไม่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาอันจะต้องขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลย จำเลยจะร้องต่อศาลให้งดการบังคับคดีไว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 293 ยังไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 277/2502
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
คำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา 245 วรรคสอง แม้จำเลยฎีกา ศาลฎีกายกคำฎีกา
คดีอาญาที่ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกจำเลยตลอดชีวิต และโจทก์จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมถึงที่สุดตาม มาตรา 245 วรรคสอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 225/2502
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การงดสืบพยานที่ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาคดี ศาลต้องให้สืบพยานในประเด็นที่ยังโต้เถียงกันอยู่
คดีที่มีหลายประเด็นศาลสั่งงดสืบพยานในประเด็นข้อใด โดยคู่ความไม่ได้แถลงติดใจสืบพยานเองศาลจะวินิจฉัยให้เป็นโทษแก่คู่ความฝ่ายใดว่าไม่นำพยานสืบหรือยกเอาคำพยานที่ได้สืบในประเด็นข้ออื่นมาวินิจฉัยในประเด็นที่สั่งให้งดสืบพยานด้วยนั้นหาชอบด้วยวิธีพิจารณาไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2502 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเพิ่มโทษจำเลยในคดีอาญาหลังพ้นโทษคดีก่อน แม้คดีก่อนเข้าข่ายล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ฉบับปี 2499 ศาลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้
ศาลตัดสินลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยในคดีหลัง จนคดีถึงที่สุดไปแล้วก่อน พ.ร.บ. ล้างมลทินฯ พ.ศ. 2499 ใช้บังคับ แม้ความผิดซึ่งจำเลยต้องโทษในคดีก่อนที่เป็นเหตุถูกเพิ่มโทษในคดีหลังจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 พ.ย. 2499 และจำเลยได้พ้นโทษในคดีก่อนไปแล้วก็ตามก็ไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขการเพิ่มโทษในคดีหลังได้
เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว ศาลนั้นจะแก้ไขคำพิพากษาเกี่ยวกับการเพิ่มโทษหาได้ไม่ เพราะไม่ใช่แก้ไขถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด
เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว ศาลนั้นจะแก้ไขคำพิพากษาเกี่ยวกับการเพิ่มโทษหาได้ไม่ เพราะไม่ใช่แก้ไขถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17/2502
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การวินิจฉัยนอกฟ้อง: ศาลต้องพิจารณาเฉพาะเหตุที่โจทก์ยกมาเท่านั้น
เมื่อฟ้องของโจทก์ข้อ 3 บรรยายว่า 'บัดนี้โจทก์ทราบว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาเช่า โดยเอาตึกที่เช่านี้บางส่วนไปให้เช่าช่วงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์โจทก์จึงไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไปโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยดังสำเนาท้ายคำฟ้องจำเลยรับทราบแล้วไม่ปฏิบัติตามโจทก์จึงจำต้องมาขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง' ดังนี้เห็นได้ว่า โจทก์ยกเหตุเช่าช่วงเป็นข้ออ้างขอให้ศาลขับไล่ หาได้ยกเหตุอื่นใด (สิทธิบอกเลิกการเช่าอย่างสัญญาเช่าธรรมดา) เป็นข้ออ้างไม่ข้อวินิจฉัยของศาลล่างที่นอกเหนือจากประเด็นเช่าช่วง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2502
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจศาลในการแก้ไขการแบ่งผลประโยชน์จากมรดกตามพินัยกรรมเมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนแปลง
ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมนั้น เมื่อมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจที่จะถอดถอนหรือสั่งตั้งผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลเพิ่มเติมได้
พินัยกรรมมีข้อความว่า "ข้อ 3 เงินผลประโยชน์ที่เก็บได้จากพื้นที่และตึกเรือนโรงดั่งกล่าวไว้ใน ข้อ 1 นั้นเวลานี้ได้ประมาณ 1,800 บาท ซึ่งได้กำหนดส่วนแบ่งให้แก่ 1. หม่อมราชวงศ์กระจ่าง 2. หม่อมราชวงศ์กระจัด สองคนนี้คนหนึ่งเดือนละ 40 บาท แบ่งให้แก่บุตร คือ1. ฯลฯ แปดคนนี้คนหนึ่งเดือนละ 10 บาท ฯลฯ" ดังนี้ถือว่า การที่ผู้มีส่วนได้ตามพินัยกรรมจะได้คนละเท่าใดนั้นมิได้กำหนดเป็นจำนวนบาทตายตัวตลอดไปหากขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่า "เวลานี้ได้ประมาณ 1,800 บาท" เป็นหลัก นอกจากนั้น ข้อความในพินัยกรรม ข้อ 4 ยังกล่าวอีกว่า"ถ้าจำนวนเงินผลประโยชน์ที่ได้จากพื้นที่จะลดน้อยลงไปจากหลักที่กำหนด ก็ให้แบ่งให้แก่ผู้มีส่วนได้ลดลงตามส่วน ที่จะพึงแบ่งได้ในเวลานั้นทุกประการ" แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมโดยชัดว่า มิประสงค์จะกำหนดให้ผู้มีส่วนได้เป็นจำนวนบาทตายตัวตามที่ระบุไว้นั้นเวลาทำพินัยกรรมเมื่อ 30 ปีก่อน ที่ดินที่ปรากฏในพินัยกรรมมีผลประโยชน์เดือนละ 1,800 บาท เวลาปัจจุบันนี้ความจริงมีผลประโยชน์เท่าใด ผู้มีส่วนได้ตามพินัยกรรมก็มีสิทธิที่จะได้ตามอัตราส่วนตามค่าของเงินที่ระบุไว้นั้น
พินัยกรรมมีข้อความว่า "ข้อ 3 เงินผลประโยชน์ที่เก็บได้จากพื้นที่และตึกเรือนโรงดั่งกล่าวไว้ใน ข้อ 1 นั้นเวลานี้ได้ประมาณ 1,800 บาท ซึ่งได้กำหนดส่วนแบ่งให้แก่ 1. หม่อมราชวงศ์กระจ่าง 2. หม่อมราชวงศ์กระจัด สองคนนี้คนหนึ่งเดือนละ 40 บาท แบ่งให้แก่บุตร คือ1. ฯลฯ แปดคนนี้คนหนึ่งเดือนละ 10 บาท ฯลฯ" ดังนี้ถือว่า การที่ผู้มีส่วนได้ตามพินัยกรรมจะได้คนละเท่าใดนั้นมิได้กำหนดเป็นจำนวนบาทตายตัวตลอดไปหากขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่า "เวลานี้ได้ประมาณ 1,800 บาท" เป็นหลัก นอกจากนั้น ข้อความในพินัยกรรม ข้อ 4 ยังกล่าวอีกว่า"ถ้าจำนวนเงินผลประโยชน์ที่ได้จากพื้นที่จะลดน้อยลงไปจากหลักที่กำหนด ก็ให้แบ่งให้แก่ผู้มีส่วนได้ลดลงตามส่วน ที่จะพึงแบ่งได้ในเวลานั้นทุกประการ" แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมโดยชัดว่า มิประสงค์จะกำหนดให้ผู้มีส่วนได้เป็นจำนวนบาทตายตัวตามที่ระบุไว้นั้นเวลาทำพินัยกรรมเมื่อ 30 ปีก่อน ที่ดินที่ปรากฏในพินัยกรรมมีผลประโยชน์เดือนละ 1,800 บาท เวลาปัจจุบันนี้ความจริงมีผลประโยชน์เท่าใด ผู้มีส่วนได้ตามพินัยกรรมก็มีสิทธิที่จะได้ตามอัตราส่วนตามค่าของเงินที่ระบุไว้นั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1058/2502 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเรียกพยานตำรวจ: ศาลชอบด้วยกฎหมายเมื่อไม่ได้เพิ่มเติมคำพยานโจทก์เพื่อลงโทษจำเลย
ศาลชั้นต้นได้เรียกนายตำรวจผู้หนึ่งมาเป็นพยานของศาล เพราะปรากฏตามหลักฐานของโจทก์ที่เกี่ยวโยงมาถึงนายตำรวจผู้นั้น ก็เฉพาะเหตุที่นายตำรวจผู้นั้นไปร่วมอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอื่นในขณะที่กำลังจับกุมจำเลย โจทก์ก็ได้สืบเจ้าหน้าที่ตำรวจประกอบกับบันทึกการจับกุมไว้แล้ว การที่สืบนายตำรวจเป็นพยานของศาลจึงมิใช่ลักษณะที่จะเพิ่มเติมคำพยานโจทก์เพื่อลงโทษจำเลย จึงเป็นการชอบด้วยประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 995/2501
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อตกลงรังวัดที่ดินเป็นผลผูกพันคู่กรณี ศาลต้องใช้ผลรังวัดตามข้อตกลงนั้น แม้ฝ่ายหนึ่งจะขอรังวัดใหม่ภายหลัง
โจทก์จำเลยตกลงกันให้รังวัดที่พิพาท ถ้าจำเลยรุกที่โจทก์ จำเลยยอมแพ้ ถ้าไม่รุกโจทก์ยอมถอนฟ้อง ดังนี้ ต่อมาได้รังวัดแล้วฝ่ายใดฝ่ายเดียวจะแก้ไขข้อตกลงนั้นไม่ได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่รุกที่โจทก์ โจทก์ไม่ถอนฟ้อง ศาลก็พิพากษายกฟ้อง