พบผลลัพธ์ทั้งหมด 4,515 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1369/2525
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ภูมิลำเนาบริษัทต่างชาติที่มีสาขาในไทย อำนาจฟ้องคดีเครื่องหมายการค้าในศาลไทย
จำเลยเป็นบริษัทอยู่ต่างประเทศ ได้มอบให้สำนักงานสาขาในประเทศไทยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดังนี้ ถือว่าบริษัทจำเลยมีภูมิลำเนาในส่วนกิจการนี้ในประเทศไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 71 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเรื่องเครื่องหมายการค้าในศาลไทยได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(2)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
คำเตือนของพนักงานตรวจแรงงานไม่ถือเป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัย ไม่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
คำเตือนของพนักงานตรวจแรงงานให้นายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง ไม่ใช่คำสั่งหรือคำวินิจฉัยให้นายจ้างปฏิบัติตามไม่เป็นการโต้แย้งสิทธินายจ้างที่จะมาฟ้องต่อศาลได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914-917/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อายุความฟ้องละเมิด, การแยกฟ้อง, อำนาจฟ้องผู้รับขนส่ง: การวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีละเมิดจากการชนและสินค้าเสียหาย
ผู้รับขนเป็นผู้เสียหายฟ้องฐานละเมิด โดยเหตุสินค้าที่รับขนถูกรถชนเสียหายได้
ฟ้องว่าขับรถโดยประมาท ขับกินทางเข้าไปในเส้นทางของรถที่สวนมาเป็นเหตุให้รถชนกัน สินค้าที่บรรทุกมาเสียหายตามประเภทและราคาที่ระบุไม่เคลือบคลุม รายละเอียดเป็นข้อนำสืบชั้นพิจารณา ไม่ต้องบรรยายให้ครบถ้วนตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59
โจทก์ฟ้องรวมกันมาภายใน 1 ปี นับแต่วันทำละเมิด ศาลสั่งให้โจทก์แต่ละคนแยกฟ้องภายใน 15 วัน ซึ่งครบกำหนดวันเสาร์ โจทก์ฟ้องในวันจันทร์ ถือว่าฟ้องภายใน 15 วัน แม้เกิน 1 ปี ตั้งแต่วันทำละเมิดก็ไม่ใช่ขยายอายุความ
ฟ้องว่าขับรถโดยประมาท ขับกินทางเข้าไปในเส้นทางของรถที่สวนมาเป็นเหตุให้รถชนกัน สินค้าที่บรรทุกมาเสียหายตามประเภทและราคาที่ระบุไม่เคลือบคลุม รายละเอียดเป็นข้อนำสืบชั้นพิจารณา ไม่ต้องบรรยายให้ครบถ้วนตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59
โจทก์ฟ้องรวมกันมาภายใน 1 ปี นับแต่วันทำละเมิด ศาลสั่งให้โจทก์แต่ละคนแยกฟ้องภายใน 15 วัน ซึ่งครบกำหนดวันเสาร์ โจทก์ฟ้องในวันจันทร์ ถือว่าฟ้องภายใน 15 วัน แม้เกิน 1 ปี ตั้งแต่วันทำละเมิดก็ไม่ใช่ขยายอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 858/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การวางเงินค่าทดแทนก่อนฟ้องคดีเป็นเงื่อนไขอำนาจฟ้องคดีค่าทดแทนตามประกาศกระทรวงแรงงาน
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมแรงงานและคำสั่งของพนักงานเงินทดแทนที่ให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าทดแทนให้บิดามารดาของผู้ตายรวมเป็นเงิน 20,280 บาทโจทก์ต้องวางเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน จึงจะฟ้องคดีได้ เมื่อโจทก์วางเงินต่อศาลไม่ครบจำนวนโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 830/2524 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องของโจทก์: การสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เสียหายจากการยักยอกเงินค่าตราไปรษณียากร
ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยเพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัย
จำเลยเป็นพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์สาขา ได้รับฝากจดหมายและรับเงินค่าตราไปรษณียากรจากผู้ฝากหลายราย แล้วไม่จัดการผนึกตราไปรษณียากรบนจดหมายและจัดส่งไปตามหน้าที่.กลับยักยอกเอาเงินค่าตราไปรษณียากรซึ่งตกเป็นของการสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้วเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสียย่อมเกิดความเสียหายแก่การสื่อสารแห่งประเทศไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย
จำเลยเป็นพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์สาขา ได้รับฝากจดหมายและรับเงินค่าตราไปรษณียากรจากผู้ฝากหลายราย แล้วไม่จัดการผนึกตราไปรษณียากรบนจดหมายและจัดส่งไปตามหน้าที่.กลับยักยอกเอาเงินค่าตราไปรษณียากรซึ่งตกเป็นของการสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้วเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสียย่อมเกิดความเสียหายแก่การสื่อสารแห่งประเทศไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 830/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องของโจทก์: การสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการยักยอกเงินค่าตราไปรษณียากร
ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยเพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัย
จำเลยเป็นพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์สาขา ได้รับฝากจดหมายและรับเงินค่าตราไปรษณียากรจากผู้ฝากหลายราย แล้วไม่จัดการผนึกตราไปรษณียากรบนจดหมายและจัดส่งไปตามหน้าที่.กลับยักยอกเอาเงินค่าตราไปรษณียากรซึ่งตกเป็นของการสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้วเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสียย่อมเกิดความเสียหายแก่การสื่อสารแห่งประเทศไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย
จำเลยเป็นพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์สาขา ได้รับฝากจดหมายและรับเงินค่าตราไปรษณียากรจากผู้ฝากหลายราย แล้วไม่จัดการผนึกตราไปรษณียากรบนจดหมายและจัดส่งไปตามหน้าที่.กลับยักยอกเอาเงินค่าตราไปรษณียากรซึ่งตกเป็นของการสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้วเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสียย่อมเกิดความเสียหายแก่การสื่อสารแห่งประเทศไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องชอบด้วยกฎหมาย และความรับผิดในสัญญาจัดหาวัสดุ
โจทก์นำสำเนาหนังสือรับรองของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครซึ่งออกให้จำเลยมาติดไว้ท้ายคำฟ้อง หนังสือดังกล่าวนั้นรับรองว่า ป. และ อ. มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัทโจทก์ได้ ดังนี้ การที่ ป. และ อ. ลงชื่อแต่งทนายความให้ฟ้องคดีแทนบริษัทโจทก์ จึงเป็นการแต่งทนายความโดยชอบ ทนายความที่ได้รับแต่งตั้งลงชื่อเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยได้ ส่วนโจทก์จะมีสิทธินำสำเนาหนังสือของจำเลยไปใช้ได้หรือไม่ เป็นอีกปัญหาหนึ่งไม่เป็นเหตุให้อำนาจฟ้องของโจทก์เสียไป
จำเลยจ้างโจทก์ขึงสายไฟฟ้า โดยจำเลยเป็นผู้จัดหาวัสดุดึงสายไฟฟ้าให้เป็นม้วน ๆ พันอยู่ที่ล้อไม้ ฉะนั้น เมื่อจำเลยต้องจัดหาสายไฟฟ้าซึ่งพันอยู่กับล้อไม้เป็นม้วน ๆ ให้โจทก์ล้อไม้จึงไม่ใช่เครื่องมือที่โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดหาตามสัญญา ดังที่จำเลยให้การต่อสู้ เมื่อล้อไม้ขาดไป และโจทก์ได้ซื้อล้อไม้สำหรับพันสายไฟฟ้าแทนจำเลย จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าล้อไม้ให้โจทก์
จำเลยจ้างโจทก์ขึงสายไฟฟ้า โดยจำเลยเป็นผู้จัดหาวัสดุดึงสายไฟฟ้าให้เป็นม้วน ๆ พันอยู่ที่ล้อไม้ ฉะนั้น เมื่อจำเลยต้องจัดหาสายไฟฟ้าซึ่งพันอยู่กับล้อไม้เป็นม้วน ๆ ให้โจทก์ล้อไม้จึงไม่ใช่เครื่องมือที่โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดหาตามสัญญา ดังที่จำเลยให้การต่อสู้ เมื่อล้อไม้ขาดไป และโจทก์ได้ซื้อล้อไม้สำหรับพันสายไฟฟ้าแทนจำเลย จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าล้อไม้ให้โจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 773/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องในคดีแรงงาน: สัญญาเดิมผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเดิม แม้มีการโอนกิจการ
จำเลยที่ 2 ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์จะปรับปรุงโบนัสและสวัสดิการ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แยกจากจำเลยที่ 2มาตั้งเป็นบริษัทใหม่ รับโอนกิจการและพนักงานบางส่วนมาจากจำเลยที่ 2 บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีเฉพาะจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญากับโจทก์เท่านั้น แม้จำเลยที่ 1จะรับโอนกิจการบางแผนกพร้อมลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มาแต่จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มิได้เกี่ยวข้องผูกพันตามบันทึกข้อตกลงนั้นกับโจทก์ด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1
ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างของจำเลยทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าลูกจ้างจำนวนมากมิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ตกลงจะจ่ายเงินโบนัสเท่ากับลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับได้ ส่วนลูกจ้างผู้เป็นสมาชิกของโจทก์ที่จำเลยที่ 1ได้รับโอนมาและทำสัญญารับโอนพนักงานกับลูกจ้างนั้น โจทก์มิได้ตั้งรูปฟ้องโดยอาศัยสัญญานั้นเป็นหลักแห่งข้อหา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 98(2) หรือไม่
ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างของจำเลยทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าลูกจ้างจำนวนมากมิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ตกลงจะจ่ายเงินโบนัสเท่ากับลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับได้ ส่วนลูกจ้างผู้เป็นสมาชิกของโจทก์ที่จำเลยที่ 1ได้รับโอนมาและทำสัญญารับโอนพนักงานกับลูกจ้างนั้น โจทก์มิได้ตั้งรูปฟ้องโดยอาศัยสัญญานั้นเป็นหลักแห่งข้อหา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 98(2) หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 707/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องในคดีเช็ค: ผู้ร่วมทุจริตนำเช็คเข้าบัญชี ไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย
โจทก์กับผู้อื่นร่วมกันทุจริตนำเช็คพิพาทของบริษัทแห่งหนึ่งให้โจทก์นำไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินจากธนาคารโจทก์ย่อมมิใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น โจทก์หาใช่ผู้เสียหายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2524
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย การโอนกรรมสิทธิ์ และอำนาจฟ้องของเจ้าหน้าที่ปกครอง
การที่เจ้าของที่ดินเดิมได้ปลูกต้นพู่ระหงไว้เป็นแนวเขตที่ของตนโดยเว้นที่นอกเขตรั้วพู่ระหงไว้ให้เป็นทางคนเดินและประชาชนได้ใช้ทางสายนี้ติดต่อกันตลอดมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว โดยเจ้าของที่ดินมิได้หวงห้ามหรือสงวนสิทธิไว้แต่ประการใดนั้น แสดงว่าได้อุทิศที่พิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้วโดยปริยาย และการที่จะเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือทางหลวงนั้น ก็หาจำต้องมีทะเบียนหรือมีหลักฐานของทางราชการสงวนสิทธิไว้แต่ประการใดไม่
ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา การที่จำเลยโอนที่พิพาทอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ให้บุคคลอื่น จึงใช้บังคับไม่ได้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนกำแพงและสิ่งปลูกสร้างออกจากทางสาธารณประโยชน์ได้
ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา122 กำหนดให้กรมการอำเภอมีหน้าที่คอยตรวจตรารักษาที่อันเป็นสาธารณประโยชน์มิให้ผู้ใดเกียดกันเอาไปเป็นอาณาประโยชน์ส่วนตัว ต่อมามี พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495 มาตรา 40 วรรคสาม ได้ให้อำนาจหน้าที่ของกรมการอำเภอโอนไปเป็นอำนาจและหน้าที่ของนายอำเภอ และตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ได้บัญญัติให้หัวหน้าเขตมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายใด ๆ บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอและหัวหน้าส่วนอำเภอ โจทก์ในฐานะหัวหน้าเขตบางกอกน้อยผู้มีหน้าที่ตรวจตรารักษาทางสาธารณประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนกำแพงและสิ่งปลูกสร้างออกจากทางสาธารณประโยชน์ได้
ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา การที่จำเลยโอนที่พิพาทอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ให้บุคคลอื่น จึงใช้บังคับไม่ได้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนกำแพงและสิ่งปลูกสร้างออกจากทางสาธารณประโยชน์ได้
ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา122 กำหนดให้กรมการอำเภอมีหน้าที่คอยตรวจตรารักษาที่อันเป็นสาธารณประโยชน์มิให้ผู้ใดเกียดกันเอาไปเป็นอาณาประโยชน์ส่วนตัว ต่อมามี พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495 มาตรา 40 วรรคสาม ได้ให้อำนาจหน้าที่ของกรมการอำเภอโอนไปเป็นอำนาจและหน้าที่ของนายอำเภอ และตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ได้บัญญัติให้หัวหน้าเขตมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายใด ๆ บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอและหัวหน้าส่วนอำเภอ โจทก์ในฐานะหัวหน้าเขตบางกอกน้อยผู้มีหน้าที่ตรวจตรารักษาทางสาธารณประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนกำแพงและสิ่งปลูกสร้างออกจากทางสาธารณประโยชน์ได้