พบผลลัพธ์ทั้งหมด 4,515 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1496/2523 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องคดีชดใช้ทุนการศึกษา: ทุนจากต่างประเทศที่รัฐรับผิดชอบ
รัฐบาลประเทศแคนาดา ภายใต้แผนการโคลัมโบ ให้ทุนแก่ประเทศไทยตามความต้องการของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ได้รับทุนการศึกษาได้ทำสัญญาไว้กับกรมวิสามัญศึกษา (ต่อมาถูกยุบรวมกับกรมสามัญศึกษา โจทก์) ซึ่งได้รับทุนมาดำเนินการว่า สำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องรับราชการในกรมวิสามัญศึกษาตามกำหนด หากผิดสัญญายอมคืนเงินค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลออกให้ลดลงตามส่วน โดยจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ ต่อมาผู้ได้รับทุนรับราชการไม่ครบกำหนดตามสัญญาก็ลาออกไป ดังนี้ ทุนดังกล่าวเป็นทุนที่รัฐบาลประเทศแคนาดาให้ความช่วยเหลือแต่รัฐบาลไทย ตามความต้องการของกระทรวงศึกษาธิการ และกรมวิสามัญศึกษารับมาดำเนินการ จึงมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับทุนนั้น การทำสัญญากับผู้ได้รับทุนก็เพื่อประโยชน์แก่กรมวิสามัญศึกษาเอง รัฐบาลประเทศแคนาดามิได้เกี่ยวข้องกับสัญญาแต่ประการใด และตามสัญญารับทุนทีระบุว่า ผู้รับทุนยินยอมรับใช้ทุนแก่รัฐาลประเทศแคนาดานั้น โจทก์ได้กล่าวในฟ้องแล้วว่าเป็นการกรอกข้อความผิด วัตถุประสงค์ ที่แท้จริงต้องชดใช้ทุนแก่รัฐบาลไทย จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ ต้องถือว่าจำเลยรับตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง การชดใช้ทุนคืนตามสัญญาจึงมุ่งหมายให้คืนแก่กรมวิสามัญศึกษาซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรง เมื่อมีการผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1496/2523
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องคดีชดใช้ทุนการศึกษา: ทุนจากต่างประเทศผ่านรัฐบาลไทย กรมวิสามัญศึกษามีหน้าที่รับผิดชอบ
รัฐบาลประเทศแคนาดา ภายใต้แผนการโคลัมโบ ให้ทุนแก่ประเทศไทยตามความต้องการของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ได้รับทุนการศึกษาได้ทำสัญญาไว้กับกรมวิสามัญศึกษา(ต่อมาถูกยุบรวมกับกรมสามัญศึกษาโจทก์) ซึ่งได้รับทุนมาดำเนินการว่าสำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องรับราชการในกรมวิสามัญศึกษาตามกำหนด หากผิดสัญญายอมคืนเงินค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลออกให้ลดลงตามส่วน โดยจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ ต่อมาผู้ได้รับทุนรับราชการไม่ครบกำหนดตามสัญญาก็ลาออกไป ดังนี้ ทุนดังกล่าวเป็นทุนที่รัฐบาลประเทศแคนาดาให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลไทย ตามความต้องการของกระทรวงศึกษาธิการ และกรมวิสามัญศึกษารับมาดำเนินการ จึงมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับทุนนั้นการทำสัญญากับผู้ได้รับทุนก็เพื่อประโยชน์แก่กรมวิสามัญศึกษาเอง รัฐบาลประเทศแคนาดามิได้เกี่ยวข้องกับสัญญาแต่ประการใด และตามสัญญารับทุนที่ระบุว่า ผู้รับทุนยินยอมรับใช้ทุนแก่รัฐบาลประเทศแคนาดานั้น โจทก์ได้กล่าวในฟ้องแล้วว่าเป็นการกรอกข้อความผิด วัตถุประสงค์ที่แท้จริงต้องชดใช้ทุนแก่รัฐบาลไทยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ ต้องถือว่าจำเลยรับตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง การชดใช้ทุนคืนตามสัญญาจึงมุ่งหมายให้คืนแก่กรมวิสามัญศึกษาซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรง เมื่อมีการผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1478/2523 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อจำกัดการฎีกาในข้อเท็จจริงคดีขับไล่ และอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ต้องได้รับความยินยอมจากสามี
คดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องด้วยว่า หากโจทก์จะให้ผู้อื่นเช่าในปัจจุบันได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่า เดือนละ 6,000 บาท ซึ่งโจทก์ใข้เป็นเกณฑ์คำนวณในการเรียกร้องเอาค่าเสียหาย จำนวนเงิน 6,000 บาท ซึ่งโจทก์ใช้เป็นเกณฑ์ คำนวณในการเรียกร้องเอาค่าเสียหาย จำนวนเงิน 6,000 บาท นั้นก็ไม่ใช่ค่าเช่าของอสังหาริมทรัพย์ในขณะยื่นคำฟ้อง เพราะเป็นแต่อาจให้เช่าได้ในอัตราดังกล่าวเท่านั้นเมื่อศาลอุทธรณ์เพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ในข้อที่ว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา มีข้อเท็จจริงพอให้วินิจฉัยปัญหานี้ได้โดยไม่จำต้องสืบพยานที่เหลือต่อไป ดังที่จำเลยขอสืบ ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยต่อไปนั้นชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ยังไม่น่าจะฟังเป็นยุติได้แล้ว สมควรให้จำเลยได้เสนอพยานหลักฐานต่อไป ดังนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานเท่าที่ได้สืบกันไปแล้วเป็นการเพียงพอที่จะวินิจฉัยข้อเท็จจริงข้อนี้ได้แล้ว จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม
สามีโจทก์ทำหนังสือให้โจทก์มีข้อความว่า สามีโจทก์ยินยอมอนุญาตให้โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยต่อศาลแพ่ง การให้ความยินยอมอนุญาตให้โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยต่อศาลแพ่ง การให้ความยินยอมเช่นนี้ย่อมมีความหมายว่ายินยอมตลอดถึงการแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ เกี่ยวกับคดีนั้นด้วย
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ในข้อที่ว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา มีข้อเท็จจริงพอให้วินิจฉัยปัญหานี้ได้โดยไม่จำต้องสืบพยานที่เหลือต่อไป ดังที่จำเลยขอสืบ ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยต่อไปนั้นชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ยังไม่น่าจะฟังเป็นยุติได้แล้ว สมควรให้จำเลยได้เสนอพยานหลักฐานต่อไป ดังนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานเท่าที่ได้สืบกันไปแล้วเป็นการเพียงพอที่จะวินิจฉัยข้อเท็จจริงข้อนี้ได้แล้ว จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม
สามีโจทก์ทำหนังสือให้โจทก์มีข้อความว่า สามีโจทก์ยินยอมอนุญาตให้โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยต่อศาลแพ่ง การให้ความยินยอมอนุญาตให้โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยต่อศาลแพ่ง การให้ความยินยอมเช่นนี้ย่อมมีความหมายว่ายินยอมตลอดถึงการแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ เกี่ยวกับคดีนั้นด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1442/2523
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
หนังสือบอกกล่าวหนี้จำนองและการฟ้องคดีก่อนครบกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้จำนองพร้อมทั้งดอกเบี้ยภายในเดือนตุลาคม 2521 จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะชำระหนี้ดังกล่าวในวันใดก็ได้จนถึงวันสิ้นเดือนตุลาคม 2521 โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยวันที่ 1 ตุลาคม 2521 และนำคดีมาฟ้องวันที่ 6 ตุลาคม 2521 เป็นการนำมาฟ้องก่อนสิ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยละเลยไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าวโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 143/2523
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การโอนเช็คหลังปฏิเสธการจ่ายเงินทำให้ขาดอำนาจฟ้องคดีเช็ค
ในวันที่ธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คนั้น โจทก์ได้สลักหลังโอนเช็คแก่บุคคลอื่นไปแล้ว แม้โจทก์ยังต้องรับผิดชดใช้เงินตามสัญญาขายลดเช็คโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1292/2523
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบอกเลิกสัญญาเช่าและการมีอำนาจฟ้องคดี กรณีจำเลยค้างชำระค่าเช่า และโจทก์แจ้งบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนดชำระค่าเช่า
ตามสัญญาเช่า จำเลยต้องชำระค่าเช่าให้โจทก์ภายในวันที่ 5 ของเดือน ทุกเดือนที่เช่า โจทก์บอกเลิกการเช่าโดยจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกการเช่า วันที่ 3 ตุลาคม 2521ซึ่งเป็นเวลาก่อนกำหนดที่จำเลยต้องชำระค่าเช่าเดือนที่ล่วงแล้วแก่โจทก์ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2521 ซึ่งเป็นเวลาหลังที่จำเลยต้องชำระค่าเช่าเดือนที่โจทก์ฟ้องคดี ถือว่าโจทก์บอกเลิกการเช่าโดยบอกกล่าวให้จำเลยรู้ตัวก่อน กำหนดเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1233/2523 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องคดีอาญา: ผู้ถูกแย่งคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด โดยจำเลยไม่มีความรู้ตามที่กฎหมายกำหนด จำเลยได้ใช้ใบสุทธิปลอมเป็นหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้สอบไล่ได้ชั้นเตรียมอุดมศึกษา เป็นการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 26 กับจำเลยปลอมใบสุทธิและใช้ใบสุทธิปลอม เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษ ดังนี้ ถือว่าการกระทำดังที่กล่าวหาเป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงาน การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครแข่งขันกับจำเลยต้องถูกแย่งคะแนนทำให้แพ้การเลือกตั้ง ก็หาใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยไม่ โจทก์มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งดังฟ้อง จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1233/2523
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องคดีอาญาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง: ผู้เสียหายต้องเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรง
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อผู้ว่าราชการจังหวัด โดยจำเลยไม่มีความรู้ตามที่กฎหมายกำหนด จำเลยได้ใช้ใบสุทธิปลอมเป็นหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้สอบไล่ได้ชั้นเตรียมอุดมศึกษา เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522มาตรา 26 กับจำเลยปลอมใบสุทธิและใช้ใบสุทธิปลอม เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานขอให้ลงโทษ ดังนี้ ถือว่าการกระทำดังที่กล่าวหาเป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงาน การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครแข่งขันกับจำเลยต้องถูกแย่งคะแนนทำให้แพ้การเลือกตั้ง ก็หาใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยไม่ โจทก์มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งดังฟ้อง จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2523
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องของกรุงเทพมหานคร และการรับฟังพยานหลักฐานในข้อเท็จจริง
ในคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ข้อเท็จจริงต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมิได้ฟังข้อเท็จจริงจากคำพยานบอกเล่าแต่ปากเดียว แต่รับฟังจากข้อเท็จจริงอื่นประกอบด้วย ไม่เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมาย
การฟ้องคดีต่อศาลให้ผู้ที่ทำทรัพย์สินของกรุงเทพมหานครเสียหายชดใช้ค่าเสียหายแก่กรุงเทพมหานครถือได้ว่าเป็นการบริหารราชการตามหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 ม.19(1) กรุงเทพมหานครโจทก์โดย ช. ผู้ว่าราชการ จึงมีอำนาจฟ้อง
การฟ้องคดีต่อศาลให้ผู้ที่ทำทรัพย์สินของกรุงเทพมหานครเสียหายชดใช้ค่าเสียหายแก่กรุงเทพมหานครถือได้ว่าเป็นการบริหารราชการตามหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 ม.19(1) กรุงเทพมหานครโจทก์โดย ช. ผู้ว่าราชการ จึงมีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1171/2523 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาจะซื้อจะขายที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และอำนาจฟ้องของผู้ซื้อ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนขายบ้านให้โจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะขายบ้านโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ปรากฏว่าตามสัญญาจะซื้อจะขายนั้น จำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้ว มือในสัญญาโดยมีพยานรับรองเพียงคนเดียว ซึ่งการพิมพ์ลายนิ้วมือจะต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน จึงจะเสมอกับลงลายมือชื่อ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสาม ที่โจทก์ลงชื่อในสัญญาไม่มีข้อความระบุว่า เป็นพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่ 2 ต้องถือว่า โจทก์ลงชื่อในฐานะผู้ซื้อ จึงถือไม่ได้ว่า สัญญาดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ฝ่ายที่ต้องรับผิดส่วนจำเลยที่ 1 มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวได้
โจทก์มีอำนาจฟ้องตามสัญญาจะซื้อจะขายได้หรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)
โจทก์มีอำนาจฟ้องตามสัญญาจะซื้อจะขายได้หรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)