พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,884 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1095/2535
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
พยานหลักฐานยืนยันตัวจำเลยร่วมชิงทรัพย์ฆ่าผู้อื่น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยยิงผู้ตาย แต่โจทก์มีพยานเห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับจำเลยในวันเกิดเหตุหลายคนโดยก่อนเกิดเหตุมีพยานเห็นจำเลยกับพวกนั่งรถไปกับผู้ตาย หลังเกิดเหตุมีพยานเห็นจำเลยกับพวกขับรถออกมาจากที่เกิดเหตุ นอกจากนี้เมื่อพยานโจทก์พบผู้ตายถูกยิงนอนอยู่ ผู้ตายบอกว่าถูกนายสมบัติกับพวกหลอกมาใช้อาวุธปืนยิงชิงเอารถไป ขอให้ไปบอกมารดาผู้ตายด้วยและได้บอกด้วยว่าตนจะต้องตายแน่ ขณะนำผู้ตายขึ้นรถเพื่อไปส่งโรงพยาบาลผู้ตายร้องว่าโอ๊ย ไม่ไหวแล้วซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ตายคงรู้ตัวว่าต้องตายแน่ พยานโจทก์ได้บันทึกคำบอกเล่าของผู้ตายไว้ ดังนี้คำบอกเล่าของผู้ตายว่านายสมบัติเป็นคนร้ายรับฟังได้ และเมื่อฟังประกอบกับพยานโจทก์ที่เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับจำเลยแล้ว ทำให้น่าเชื่อว่านายสมบัติที่ผู้ตายระบุชื่อนั้น คือจำเลย ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุ คำให้การมีรายละเอียดต่าง ๆทั้งมูลเหตุที่จะกระทำความผิดเหตุการณ์ก่อนวันเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ ซึ่งหากจำเลยไม่ให้การด้วยความสมัครใจแล้วคงจะไม่มีรายละเอียดดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้โดยแจ้งชัดปราศจากสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้าย.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1035/2535 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
คำฟ้องอาญา: รายละเอียดการกระทำความผิดไม่จำเป็นต้องระบุในคำฟ้อง เพียงแต่ต้องให้จำเลยเข้าใจข้อหา
คำฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย โดยจับแขนผู้เสียหายไว้ ทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 2เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนข้อที่ว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยจำเลยคนใดเป็นผู้จับแขนข้างใด จำเลยร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอย่างไร จำเลยคนใดทำหน้าที่อะไรนั้นเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำเป็นต้องบรรยายมาในคำฟ้อง เป็นคำฟ้องที่ชอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 98/2534
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่น โดยมีพยานยืนยันเห็นจำเลยในที่เกิดเหตุและถืออาวุธปืน
เมื่อเสียงปืนดังขึ้น บ. เห็นคนแปลกหน้า 2 คน ยืนถืออาวุธปืนคนละกระบอกและวิ่งผ่านหน้า ห. หนีเข้าป่าไป ต่อมาตำรวจพบจำเลยกับพวกเดินอยู่จึงขอตรวจค้น แต่จำเลยกับพวกวิ่งหนี ตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนพามาให้ ห. ดูตัวห. ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนหนึ่งที่วิ่งผ่านตนไป และ บ. ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนหนึ่งที่ถืออาวุธปืนในที่เกิดเหตุประกอบกับจำเลยมีลักษณะเตี้ยเป็นพิเศษเป็นลักษณะเด่นชัดจำได้ง่าย ทั้งเหตุเกิดขึ้นใกล้เวทีชกมวยย่อมมีแสงสว่างเห็นได้ถนัด เชื่อว่าจำเลยเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่ บ. กับ ห. เห็น แม้จะไม่มีผู้ใดรู้เห็นขณะเกิดเหตุ แต่เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยกับพวกเท่านั้นถืออาวุธปืนอยู่ และเสียงปืนดังขึ้นจากกลุ่มของจำเลยกับพวก ถ้าจำเลยไม่ได้ยิง พวกของจำเลยก็ต้องยิง การที่จำเลยวิ่งหนีไปพร้อมกับพวกโดยถืออาวุธปืนไปด้วยกันเช่นนี้ แสดงว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาร่วมกันยิงผู้ตาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 84/2534
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
พยานหลักฐานไม่เพียงพอพิสูจน์ความผิดจำเลย ศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัย
โจทก์มีแต่คำเบิกความของผู้เสียหายคนเดียวโดยขาดพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักน้อยประกอบกับขณะที่เกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน จำเลยกับพวกรวม 4 คน รุม ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหาย ผู้เสียหายสวมแว่นสายตา เป็นประจำ คนร้ายเอามือปิดตา และทำร้ายบริเวณใต้ตา จากลักษณะบาดแผลที่ตา ถ้าผู้เสียหายใส่แว่นตาแว่นตาน่าจะแตก เชื่อว่าแว่นสายตาของผู้เสียหายน่าจะหลุดตอนถูกคนร้ายเอามือปิดตา หรือหลุดหรือแตก ขณะถูกทำร้ายใต้ตา ผู้เสียหายอ้างว่าเห็นหน้าจำเลย ขณะที่ผู้เสียหายล้มลงจึงเป็นที่น่าสงสัยว่าผู้เสียหายจะมองเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจนหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227วรรคสอง.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 765/2534
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องเรียกคืนทรัพย์มรดก: จำเลยต้องเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สิน จึงเป็นบุคคลที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ได้
โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ตามฟ้องคืนจากจำเลยโดยอ้างว่าเป็นมรดกที่ได้รับจากผู้ตาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าว จำเลยจึงไม่ใช่บุคคลผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลย.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 722/2534
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
พยานหลักฐานโจทก์อ่อนแอ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
บันทึกคำให้การชั้นสอบสวน และคำเบิกความในอีกคดีหนึ่ง ของผู้เสียหายซึ่งมิได้มาเบิกความในคดีนี้เพราะถึงแก่กรรมเสียก่อน เป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ต้องมีพยานอื่นมาสนับสนุนจึงจะฟัง ลงโทษจำเลยได้ ส่วนบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของ ด. ในคดีที่ด.ถูกฟ้องเป็นจำเลยซึ่งด. ให้การว่าจำเลยมีส่วนร่วมมือยิงผู้เสียหายด้วยนั้น นอกจากจะเป็นพยานบอกเล่าแล้ว ยังเป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดร่วมกับจำเลยด้วย เมื่อ ด. มิได้มาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ จำเลยไม่มีโอกาสซักค้านบันทึกคำให้การดังกล่าว จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานโจทก์ยังมี ข้อน่าระแวงสงสัยต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลย เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายแม้ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง และฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องในความผิดสองฐานนี้ได้ด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันกับความผิดฐานพยายามฆ่า.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6467/2534 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องคดีภาษีอากร: การใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 2-10 ไม่เป็นคดีภาษีอากรโดยตรง
การที่กรมสรรพากร โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1ฟ้องจำเลยที่ 2-10 ที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบจำนวนมูลค่าหุ้นให้ร่วมรับผิดชำระค่าภาษีที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่แก่โจทก์นั้นมิใช่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7(2) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2-10 ต่อศาลภาษีอากรกลาง.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6279/2534
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การอายัดเงินค่าก่อสร้าง: สัญญาจ้างเหมาเลิกกันแล้ว เงินค่าก่อสร้างงานงวดที่ 8 ไม่ใช่สิทธิของจำเลย
หุ้นส่วนและผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 เข้าไปทำการก่อสร้างงานงวดที่ 8 ในฐานะที่ตนเป็นผู้รับจ้างจากผู้ร้อง มิใช่ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 เงินที่โจทก์ขออายัดนั้นจึงไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับจากผู้ร้อง โจทก์จึงไม่อาจขออายัดเงินจำนวนดังกล่าวได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าจ้างงานงวดที่ 8 ให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการวินิจฉัยในผลของประเด็นที่ว่ามีเงินค่าจ้างของจำเลยที่ 1อยู่ที่ผู้ร้องตามที่ขออายัดหรือไม่ อันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่ว่ากันมาโดยตรง.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6061/2534 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อายุความฟ้องคดีละเมิดทางแพ่ง และความรับผิดร่วมกันของจำเลยหลายคนในกรณีละเมิด
นายสุรพลเป็นเจ้าพนักงานป่าไม้ในสังกัดของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยสารของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างคนทั้งสองต่างขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันชนกัน รถยนต์ที่จำเลยที่ 3ขับเสียหลักแฉลบไปชนรถยนต์ของโจทก์ซึ่งนายสุภาพเป็นผู้ขับได้รับความเสียหาย เกิดเหตุแล้วนายสุภาพได้รายงานให้เลขาธิการสำนักงานของโจทก์ทราบเหตุมีใจความสำคัญว่า "ได้มีรถยนต์โดยสารประจำทางสายขอนแก่น - หล่มสัก หมายเลขทะเบียน 10 - 1806 ขก. ชนกับรถยนต์บรรทุกเล็กราชการของกรมป่าไม้ หมายเลขทะเบียน น - 2691 ชย...ฯลฯ... แล้วรถยนต์โดยสารประจำทางเสียหลักพุ่งมาชนรถยนต์ราชการของ ศปอ. หมายเลขทะเบียน 2 ง - 9601 ซึ่งวิ่งมาตามเลนปกติด้วยความเร็วประมาณ 50 กม/ชม. เนื่องจากสภาพถนนไม่ดี... รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายและแผนผังแสดงสถานที่เกิดเหตุที่แนบมาพร้อมนี้" และยังได้รายงานด้วยว่าได้แจ้งความต่อร้อยเวรประจำสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุเป็นหลักฐานเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายต่อไปแล้ว รายงานของนายสุภาพระบุชัดว่ารถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น - 2691 ชัยภูมิ เป็นรถยนต์ราชการของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามปกติจำเลยที่ 1 ย่อมจะต้องใช้รถยนต์ดังกล่าวในราชการ รายงานระบุด้วยว่ารถยนต์ของโจทก์แล่นอยู่ในทางเดินรถตามปกติ และได้แจ้งความเป็นหลักฐานในการเรียกร้องค่าเสียหายแล้ว เป็นการแสดงว่ารถยนต์อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายกระทำผิด โจทก์จึงทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าคือจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่เลขาธิการสำนักงานของโจทก์ทราบรายงานของนายสุภาพ คือวันที่ 15เมษายน 2528 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 เกิน 1 ปี นับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2ที่ 3 รายงานของนายสุภาพมิได้ระบุว่าคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุคือใครและเป็นลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างของบุคคลผู้ใด ปรากฏว่าเลขาธิการสำนักงานของโจทก์ทราบชื่อคนขับและนายจ้างของคนขับรถยนต์โดยสารเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2528 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
จำเลยที่ 3 และนายสุรพลผู้ขับรถของจำเลยที่ 1 ขับรถคนละคันแล่นสวนทางกันโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถชนกันและรถยนต์ของโจทก์เสียหาย เป็นกรณีต่างคนต่างกระทำละเมิด แต่ละฝ่ายต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นตามสัดส่วนของความร้ายแรงแห่งการกระทำละเมิดของฝ่ายตน มิใช่ร่วมกันรับผิด ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 หรือนายสุรพลฝ่ายใดมีความประมาทเลินเล่อยิ่งกว่ากัน จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงรับผิดในจำนวนเงินค่าเสียหายแต่เพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าเสียหายทั้งหมด
จำเลยที่ 3 และนายสุรพลผู้ขับรถของจำเลยที่ 1 ขับรถคนละคันแล่นสวนทางกันโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถชนกันและรถยนต์ของโจทก์เสียหาย เป็นกรณีต่างคนต่างกระทำละเมิด แต่ละฝ่ายต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นตามสัดส่วนของความร้ายแรงแห่งการกระทำละเมิดของฝ่ายตน มิใช่ร่วมกันรับผิด ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 หรือนายสุรพลฝ่ายใดมีความประมาทเลินเล่อยิ่งกว่ากัน จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงรับผิดในจำนวนเงินค่าเสียหายแต่เพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าเสียหายทั้งหมด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5873/2534
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การขาดนัดพิจารณาคดี: แม้มีเหตุจำเป็น แต่จำเลยมีทางเลือกอื่น จึงถือจงใจขาดนัด
แม้ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 จะขอเบิกเงินค่าจ้างจากนายจ้างเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการมาศาลไม่ได้ และนายจ้างได้สั่งให้จำเลยที่ 1 ดูแลรับผิดชอบยางพาราด้วยก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็จะนำเอาเหตุดังกล่าวมาอ้างว่าจำเลยทั้งสองมิได้จงใจขาดนัดพิจารณาไม่ได้เพราะจำเลยที่ 1 อาจจะมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภรรยามาขอเลื่อนคดีได้ แต่จำเลยที่ 1ก็ไม่กระทำ หรือจำเลยที่ 2 เองก็มิได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ด้วย ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดพิจารณา