คำพิพากษาที่อยู่ใน Tags
พยานหลักฐาน

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,589 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2823/2536

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การประวิงคดี, พยานเบิกความ, และการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่ง
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารของวัด จ.ได้ตกลงโอนสิทธิการเช่าอาคารดังกล่าวให้โจทก์ ซึ่งผู้ให้เช่ายินยอมด้วย และตกลงทำสัญญาเช่าดังกล่าวให้โจทก์ หลังจากโจทก์ได้ทำสัญญาเช่ากับผู้ให้เช่าแล้ว จำเลยหาได้ส่งมอบอาคารดังกล่าวให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินพร้อมส่งมอบอาคารดังกล่าว ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและชดใช้ค่าเสียหาย ดังนี้คำฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ข้อความที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้นั้นเป็นเพียงรายละเอียดซึ่งโจทก์มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบในชั้นพิจารณา ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก เมื่อถึงวันนัดจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายจำเลยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลย ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2530จำเลยนำพยานมาสืบเพียงปากเดียว ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยในวันที่ 3 และ 24 กันยายน 2530 ซึ่งจำเลยนำพยานมาสืบเพียงวันละ 1 ปาก ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยในวันที่ 5และ 19 พฤศจิกายน 2530 จำเลยมีพยานมาสืบในวันที่ 5 พฤศจิกายน2530 เพียงปากเดียว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานที่เหลือในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2530 โดยกำชับให้จำเลยนำพยานมาสืบให้เสร็จเมื่อถึงวันนัดจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าพยานป่วยกระทันหันเป็นโรคท้องร่วงอย่างแรง โดยมิได้ส่งใบรับรองแพทย์ต่อศาล ดังนี้ พฤติการณ์ในการดำเนินคดีดังกล่าวของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้า ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานชอบแล้ว นางสาวก.เป็นพยานคู่กับโจทก์ซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์ร่วมกันแต่เบิกความคนละวันกัน เป็นไปตามกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและทนายจำเลยได้ถามค้านพยานปากนี้แล้ว จำเลยจึงไม่เสียเปรียบเมื่อศาลเห็นว่าคำเบิกความของนางสาวก.เป็นที่เชื่อถือได้ก็ชอบที่จะรับฟังคำเบิกความของนางสาวก.ได้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารบางฉบับ โจทก์เพียงใช้ประกอบคำเบิกความของพยาน มิได้เป็นประเด็นโต้เถียงกันในคดีและเอกสารบางฉบับจำเลยก็ยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารนั้นแล้ว แม้โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวต่อศาลหรือมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลย ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2536

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การพิสูจน์ความผิดฐานผลิตยาเสพติด: พยานหลักฐานต้องชัดเจนและสอดคล้องกัน หากพยานขัดแย้งกันเอง ศาลไม่สามารถรับฟังได้
โจทก์ฟ้องให้ลงโทษฐานผลิตกัญชา แต่พยานโจทก์ไม่มีผู้ใดรู้เห็นการปลูกกัญชาของจำเลย และไร่ข้าวที่ปลูกกัญชาจะเป็นของจำเลยหรือไม่ โจทก์ไม่มีพยานยืนยัน ส่วนบ้านจำเลยที่ค้นพบกัญชาก็ปรากฏว่าปลูกอยู่บนที่ดินของ ส. ดังนี้พยานโจทก์จึงไร้น้ำหนักรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยผลิตกัญชา.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 270/2536

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การระบุตัวผู้กระทำผิดจากพยานหลักฐานที่ไม่ชัดเจนเพียงพอ ศาลฎีกายืนยกฟ้อง
วันเกิดเหตุเป็นคืนเดือนมืด ผู้เสียหายอ้างว่าจำเสียงของชายร่างเล็กที่สวมหมวกผ้าสีดำคลุมศีรษะและใบหน้าโดยโผล่ ให้เห็นเพียงลูกนัยน์ตาได้ว่าเป็นจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นคนรู้จักและเห็นหน้ามาก่อน ประกอบกับรูปร่างลักษณะของคนพูดก็ตรงกับจำเลยที่ 4 แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายจำรูปร่างและน้ำเสียง ของจำเลยที่ 4 ได้โดยอาศัยหลักการสังเกตจากอะไร และจำเลยที่ 4 มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากบุคคลทั่วไปอย่างไร เพียงบอกว่ารูปร่างคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็น หรือรูปร่างลักษณะตรงกับจำเลยที่ 4 โดยไม่ทราบว่าที่ว่าคุ้น ๆ นั้นคุ้นเช่นใด และตรงกับรูปร่างของจำเลยที่ 4 ในส่วนไหนแม้จำเลยที่ 4 จะเสนอใช้ค่าเสียหายแต่ก็มิได้ยอมรับว่าเป็นผู้กระทำผิดแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 4 เมื่อถูกจับก็ปฏิเสธมาตลอดและไม่ได้หลบหนีไปไหน ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ได้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2536

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิดจากพยานหลักฐานที่ไม่ชัดเจนและขัดแย้ง ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง
คนร้ายทั้ง 3 คน สวมหมวกไหมพรมสีดำคลุมศีรษะปิดลงมาถึงคอ เปิดแค่ ตา จมูก และคาง จึงไม่สามารถจะรู้ได้ว่าเป็นผู้ใด แม้จะเป็นคนรู้จักกันมาก่อนก็ตาม ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยมีรูปร่างลักษณะพิเศษผิดแผกไปจากบุคคลอื่น อันจะเป็นจุดเด่นเฉพาะตัว ขณะเกิดเหตุเวลากลางคืน คนร้ายที่ผู้เสียหายอ้างว่าคือจำเลยก็ไม่ได้พูดอะไรพอที่จะจดจำเสียงได้ บ้านที่เกิดเหตุมีหลอดไฟฟ้านีออนอยู่เหนือประตูด้านนอก แสงไฟส่องเข้ามาในบ้านไม่มากนัก ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน และขณะเกิดเหตุพยานถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้หน้าอกจากนั้นถูกเตะถีบจนสลบไป ในสภาวะเช่นนั้น พยานต้องอยู่ในอาการตกใจกลัว ย่อมไม่มีโอกาสสังเกตพวกคนร้าย นอกจากนี้หลังเกิดเหตุพยานไปแจ้งความที่สถานีตำรวจก็ไม่ได้ระบุว่าใครปล้นเป็นการผิดวิสัยของการรู้ตัวคนร้าย พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอฟังว่าจำเลยเป็นคนร้าย.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2606/2536

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การขาดนัดยื่นคำให้การและผลกระทบต่อการต่อสู้คดี รวมถึงการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่สอดคล้องกับคำฟ้อง
จำเลยป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อมหรือข้อกระดูกสันหลังติดมีอาการปวดหลัง แพทย์ให้การรักษาโดยวิธีกายภาพบำบัดและฝังเข็มความไม่ปรากฏตามความเห็นของแพทย์ว่า อาการป่วยของจำเลยรุนแรงถึงขนาดจำเลยลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ หรือมีความจำเสื่อมจนจดจำอะไรไม่ได้แต่อย่างใด ฉะนั้น อาการป่วยของจำเลยจึงไม่ใช่สาเหตุแห่งการขาดนัดยื่นคำให้การดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างดังนั้น เมื่อจำเลยรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบแล้วจำเลยไม่ยื่นคำให้การหรือแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นเสียภายในกำหนด 8 วันนับแต่วันรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ..... มาตรา 177 เดิม จำเลยก็ได้ชื่อว่าจงใจขาดนัดยื่นคำให้การชอบที่ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 199 วรรคสอง จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทเป็นสัญญาปลอมนั้น เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีจึงไม่มีประเด็นในศาลชั้นต้นแม้ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ถือว่าเป็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง.....มาตรา 249 วรรคแรก ในคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า โจทก์ได้ชำระเงินในวันทำสัญญา52,220 บาท แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์เบิกความว่า โจทก์ชำระเงินค่าซื้อในวันทำสัญญาเพียง 2,220 บาท และในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการชำระเงินในวันทำสัญญาระบุว่าจำเลยได้รับเงินค่าซื้อจากโจทก์ 52,000 บาท ไม่ใช่จำนวน 52,220 บาท ก็ตาม แต่โจทก์ก็นำสืบอธิบายได้ว่ามีการนำยอดเงินจำนวน 50,000 บาท ที่จำเลยรับจากโจทก์ล่วงหน้าไปแล้วมาหักออกก่อน ส่วนอีก 2,220 บาท โจทก์เห็นว่าเป็นจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยโจทก์จึงไม่ได้ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินด้วย ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าว จึงไม่ใช่ข้อนำสืบที่แตกต่างหรือขัดแย้งกับคำฟ้องหรือพยานหลักฐานของโจทก์ หากแต่เป็นการนำสืบอธิบายถึงความเป็นมาแห่งยอดเงินที่ได้ชำระในวันทำสัญญาว่า มีความเป็นมาอย่างไร จึงรับฟังได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 252/2536

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ จำเลยรับของโจร - การพิสูจน์ความเชื่อโดยสุจริต - พยานหลักฐานสนับสนุน - ยกฟ้อง
จำเลยใช้รถยนต์ของกลางขับไปมาตามปกติ และโดยเปิดเผย ไม่ได้ซุกซ่อนหรือนำหลบหนีไปไหน ที่อยู่ของผู้เสียหายและจำเลยก็ไม่ห่างไกลกันมากนัก สามารถเดินทางไปมาถึงกันได้โดยสะดวก หากจำเลยรู้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถที่ ส. ลักมา จำเลยไม่น่าจะกล้ารับไว้ใช้ในลักษณะเช่นนี้ โดยที่ไม่เกรงกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดคงจะต้องเปลี่ยนแปลงซ่อมแซมสภาพรถให้ผิดไปจากเดิมทั้งหมด หาใช่ตัดเอาเฉพาะหมายเลขประจำคัสซี ของรถจำเลยมาเชื่อมต่อไว้และเป็นจุดที่ยากจะสังเกตได้เท่านั้นไม่ อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดของโจทก์ให้ฟังได้ว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมายเลขดังกล่าว สำหรับจำเลยมี อ.ว.และช. เบิกความเป็นพยานต้องกันกับจำเลยว่าก่อนเกิดเหตุ ส. ยืมรถของจำเลยไปพลิกคว่ำเสียหาย จำเลยให้ ส.ซ่อมโดยเปลี่ยนสีรถใหม่เมื่อส. นำรถมาคืนสภาพรถโดยทั่วไปก็เหมือนกับเก่า ผิดกันเฉพาะสีเท่านั้น และ อ.พยานโจทก์ที่ขายรถให้จำเลยก็เบิกความยืนยันเช่นเดียวกัน จึงฟังได้ว่าจำเลยรับรถของกลางไว้โดยเชื่อว่าเป็นรถของจำเลยเอง หาได้รู้ว่าเป็นรถของโจทก์ร่วมที่ถูกคนร้ายลักมาไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานรับของโจร.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2536 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การจำลองเหตุการณ์อาชญากรรมและการพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิดจากพยานหลักฐานและคำเบิกความของผู้เสียหาย
จำเลยใช้อาวุธมีดจี้บังคับผู้เสียหายเข้าไปในรถยนต์ตู้แล้วผลักผู้เสียหายให้นอนหงายอยู่บนพื้นรถ เอาสก๊อตซ์เทปปิดปากและปิดตา ผู้เสียหายดิ้นใช้มือดึงสก๊อตซ์เทปที่ปิดตาออกและสก๊อตซ์เทปที่ปิดปากหลุดเอง ผู้เสียหายขอร้องไม่ให้จำเลยฆ่า จำเลยรับปากแต่จะนำผู้เสียหายไปด้วย จำเลยนำเชือกไนล่อนมาผูกมือโยงไปที่ขาทั้งสองข้าง เอากุญแจมือมาสวมใส่มือผู้เสียหายไว้นำผ้าเช็ดหน้ามาผูกปากและใช้สก๊อตซ์เทปปิดตาผู้เสียหาย จากนั้นได้ขับรถยนต์ออกไป ผู้เสียหายดิ้นจนกุญแจมือหลุดออก แก้เชือกและเปิดประตูรถจำเลยได้หยุดรถแล้วผู้เสียหายกระโดดรถหนีออกมาได้ ที่เกิดเหตุเป็นอาคารจอดรถของศูนย์สรรพสินค้า แม้เป็นเวลากลางคืนและผู้เสียหายไม่รู้จักจำเลยมาก่อนแต่ที่เกิดเหตุมีไฟฟ้าเปิดอยู่และผู้เสียหายยืนยันว่ามองเห็นกันได้ชัด เชื่อว่าผู้เสียหายมองเห็นจำเลยได้ชัดพอที่จะจำได้ว่าเป็นคนร้าย ที่ผู้เสียหายเบิกความว่าจำคนร้ายได้เพราะมีโอกาสเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจนจึงมีเหตุผลน่าเชื่อและรับฟังได้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2463/2536

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ข้อจำกัดการฎีกาในข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด และการโต้แย้งดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐาน
คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียง 10,750 บาท และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องสอดฎีกาว่า ส.ค.1 ของบิดาผู้ร้องสอดเป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้ก่อนเอกสารใบจองของโจทก์ จึงยืนยันความแน่นอนได้ว่าบิดาผู้ร้องสอดอยู่อาศัยในที่พิพาทก่อนโจทก์ โจทก์มีเพียงพยานบุคคล ส่วนสัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยโจทก์ก็ทำขึ้นเองและมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสาระสำคัญ ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ให้จำเลยเช่าที่พิพาท พยานหลักฐานผู้ร้องสอดเชื่อได้ว่า ที่พิพาทเป็นของบิดาผู้ร้องสอดนั้นเป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ผู้ร้องสอดฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2461/2536 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฎีกาที่ไม่ชัดเจนและฝ่าฝืนข้อกำหนดการยื่นพยานหลักฐาน ทำให้ศาลฎีกาไม่รับฟัง
จำเลยฎีกาว่า การดำเนินคดีของโจทก์เป็นการไม่สุจริตจะรับฟังตามคำเบิกความของพยานโจทก์ได้อย่างไรว่า จำเลยพึ่งล้อมรั้วและปักเสาคอนกรีตลงในที่ดินพิพาทในปลายปี 2530 อาจเป็นเดือนกรกฎาคม สิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายนก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 กันยายน2531 คดีของโจทก์จะขาดอายุความ พยานโจทก์บางคนมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลย ฉะนั้นคำเบิกความของพยานโจทก์จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งนั้น เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างใด และข้อกฎหมายเป็นอย่างใด เพียงแต่เสนอความเห็นว่า น่าจะต้องรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งเท่านั้น เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคแรก
การที่จำเลยยื่นสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่331/2533 ของศาลชั้นต้นพร้อมเอกสารประกอบคดีท้ายฟ้องฎีกา เป็นการอ้างและยื่นพยานหลักฐานต่อศาลโดยฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) และไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาไม่รับฟังพยานหลักฐานนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2461/2536

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฎีกาที่ไม่ชัดเจนและยื่นพยานหลักฐานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
จำเลยฎีกาว่า การดำเนินคดีของโจทก์เป็นการไม่สุจริตจะรับฟังตามคำเบิกความของพยานโจทก์ได้อย่างไรว่า จำเลยพึ่งล้อมรั้วและปักเสาคอนกรีตลงในที่ดินพิพาทในปลายปี 2530 อาจเป็นเดือนกรกฎาคมสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายนก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2531 คดีของโจทก์จะขาดอายุความพยานโจทก์บางคนมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลย ฉะนั้นคำเบิกความของพยานโจทก์จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งนั้น เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างใดและข้อกฎหมายเป็นอย่างใด เพียงแต่เสนอความเห็นว่า น่าจะต้องรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งเท่านั้นเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก การที่จำเลยยื่นสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 331/2533ของศาลชั้นต้นพร้อมเอกสารประกอบคดีท้ายฟ้องฎีกา เป็นการอ้างและยื่นพยานหลักฐานต่อศาลโดยฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 87(2) และไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาไม่รับฟังพยานหลักฐานนี้
of 259